วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

AI ในการศึกษาไทย: โอกาสยกระดับ หรือกับดักทำลายการคิด?

เมื่อ Generative AI กลายเป็นเครื่องมือที่นักเรียนเข้าถึงได้ง่าย การเรียนรู้ในห้องเรียนกำลังเผชิญคำถามใหม่ว่า AI จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น หรือกำลังทำให้ทักษะการคิดด้วยตัวเองลดลง

ขณะที่ครู โรงเรียน และผู้กำหนดนโยบายยังอยู่ระหว่างการปรับตัว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กจะใช้ AI หรือไม่ แต่คือการออกแบบการเรียนรู้ให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพของผู้เรียน โดยไม่ลดทอนกระบวนการคิดของพวกเขา

จิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว เลขาธิการและที่ปรึกษา สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย กล่าวว่า Generative AI กำลังเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ของนักเรียนทั่วโลก ตั้งแต่การค้นคว้าข้อมูล การทำการบ้าน ไปจนถึงการเขียนรายงานและแก้โจทย์ที่ซับซ้อน ขณะที่ระบบการศึกษา ครู และผู้กำหนดนโยบายยังอยู่ระหว่างการปรับตัว

สำหรับประเทศไทย คำถามอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่า “เด็กไทยใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้ โดยไม่กลายเป็นทางลัดที่ทำให้ผู้เรียนสูญเสียกระบวนการคิด”

ตัวอย่างที่สะท้อนความท้าทายดังกล่าวคือ นักเรียนอาจส่งงานที่มีคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่สามารถอธิบายวิธีคิดหรือที่มาของคำตอบได้เมื่อถูกถาม สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่า ผลงานที่ดีขึ้นอาจไม่ได้หมายความว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นจริง

จาก 'เครื่องมือค้นหา' สู่ 'เครื่องมือสร้างคำตอบ'

แตกต่างจากเทคโนโลยีในอดีตที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น Generative AI สามารถสรุปงานวิจัย เขียนบทความ สร้างรายงาน หรือแก้โจทย์ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที

กิจกรรมที่เคยเป็นกระบวนการฝึกคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์ความรู้ จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ด้วยการป้อนคำสั่งเพียงไม่กี่บรรทัด

อย่างไรก็ตาม AI ยังสามารถเป็นเครื่องมือช่วยการเรียนรู้ได้ หากถูกใช้เพื่ออธิบายประเด็นที่ไม่เข้าใจ ตั้งคำถามเพิ่มเติม หรือ ทดลองแนวคิดใหม่ๆ แต่หากถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการคิดที่จำเป็น ทักษะด้านการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอาจค่อยๆ ลดลง

ความเสี่ยงของ 'ภาพลวงตา' แห่งความสามารถ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตาคือ “ภาพลวงตาแห่งความสามารถ” (Illusion of Competence) เมื่อผู้เรียนสามารถสร้างผลงานที่ดูสมบูรณ์ได้ด้วย AI จนอาจเข้าใจว่าตนเองมีความรู้หรือเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง ทั้งที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง

จิระวัฒน์ระบุว่า งานวิจัยในต่างประเทศเริ่มสะท้อนแนวโน้มดังกล่าว โดยพบว่านักเรียนที่ใช้ AI ช่วยทำการบ้านสามารถลดเวลาในการทำงานและส่งงานได้ดีขึ้น แต่ผลสัมฤทธิ์ในการสอบกลับลดลง

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ระบบการศึกษาไทยยังต้องเผชิญปัญหา Learning Loss ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาและเทคโนโลยี รวมถึงภาระงานของครูที่ยังอยู่ในระดับสูง

ภาระครูยังเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบ

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ระบุว่า ครูใช้เวลากับการประเมินผล การอบรม การแข่งขันทางวิชาการ และงานเอกสาร รวม 84 วัน จากปีการศึกษาที่มี 200 วัน หรือคิดเป็น 42%

ขณะที่ผลสำรวจของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ปี 2569 พบว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็กมีภาระสอนเฉลี่ย 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และครู 63% ไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานได้

ด้วยเหตุนี้ การรับมือกับ AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการควบคุมการใช้งานของนักเรียน แต่ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมของครูและระบบการศึกษาทั้งหมด

หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ประเทศไทยอาจเผชิญความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ ระหว่างผู้ที่ใช้ AI เพื่อขยายศักยภาพการเรียนรู้ กับผู้ที่ใช้ AI เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียนรู้

ปรับวิธีสอนและวัดผลในยุค AI

จิระวัฒน์มองว่า แนวทางรับมืออาจไม่ใช่การแบน AI แต่คือการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ตั้งแต่การกำหนดแนวทางใช้ AI ในสถานศึกษา การเปิดเผยการใช้ AI ในงานที่ส่ง การปรับระบบประเมินผลให้วัดกระบวนการคิดมากกว่าผลลัพธ์ และการพัฒนาเครื่องมือ AI ที่ออกแบบเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ

ขณะเดียวกัน ครูควรได้รับเวลาและทรัพยากรที่เพียงพอ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตั้งคำถาม ผู้กระตุ้นการคิด และผู้สร้างแรงบันดาลใจ มากกว่าการทำหน้าที่ตรวจจับว่าผู้เรียนใช้ AI หรือไม่

ทักษะที่โลกการทำงานต้องการมากขึ้น

รายงาน Future of Jobs 2025 ของ World Economic Forum คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 ตำแหน่งงานราว 22% ทั่วโลกจะถูกปรับโครงสร้างใหม่ ขณะที่ทักษะอย่างการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ และวิจารณญาณ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

ในโลกที่ AI สามารถสร้างเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล และทำงานหลายส่วนแทนมนุษย์ได้ ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่การทำงานได้รวดเร็วกว่า AI แต่อยู่ที่ความสามารถในการตั้งคำถาม เชื่อมโยงข้อมูล และตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผล

โจทย์สำคัญของการศึกษาไทยจึงไม่ใช่การสอนให้เด็กแข่งขันกับ AI แต่คือการทำให้เด็กสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือได้ โดยไม่สูญเสียความสามารถในการคิดด้วยตนเอง เพราะท้ายที่สุด ความได้เปรียบของประเทศอาจไม่ได้อยู่ที่การมี AI ที่ฉลาดที่สุด แต่อยู่ที่การสร้างคนที่คิดเป็น ตั้งคำถามเป็น และเรียนรู้เป็น