วันที่ 31 ส.ค.นี้ โปรแกรม AiPASS จะเปิดตัวเป็นทางการ ผมติดตามโครงการนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มมีข่าว โดยศึกษาข้อมูลและเอกสารต่างๆ ทั้งรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่อนุมัติโครงการ เอกสารขอบเขตโครงการ (TOR) ตลอดจนได้ทดสอบโปรแกรมในช่วงที่เปิดให้ทดลองใช้ และเคยเขียนให้ความเห็นในเชิงวิชาการถึงโครงการนี้ในคอลัมน์นี้หลายครั้ง
KEY POINTS
- โปรแกรม AiPass ตั้งเป้าช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ AI จึงควรมีความสามารถเทียบเท่าหรือดีกว่าเวอร์ชัน Pro ที่ต้องเสียเงิน
- ผู้เขียนกังวลว่าหาก AiPass มีความสามารถด้อยกว่า AI เวอร์ชันฟรีที่ใช้อยู่ทั่วไป ประชาชนอาจเลิกใช้งานและทำให้งบประมาณสูญเปล่า
- มีข้อเสนอแนะ 12 ข้อเพื่อปรับปรุงโปรแกรมให้ทัดเทียมกับ AI ชั้นนำ เช่น การรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ การเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันทำงาน และการสร้าง AI Agent
วันที่ 31 ส.ค.นี้ โปรแกรม AiPASS จะเปิดตัวเป็นทางการ ผมติดตามโครงการนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มมีข่าว โดยศึกษาข้อมูลและเอกสารต่างๆ ทั้งรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่อนุมัติโครงการ เอกสารขอบเขตโครงการ (TOR) ตลอดจนได้ทดสอบโปรแกรมในช่วงที่เปิดให้ทดลองใช้ และเคยเขียนให้ความเห็นในเชิงวิชาการถึงโครงการนี้ในคอลัมน์นี้หลายครั้ง
โครงการนี้มีเป้าหมายที่ดี เพราะระบุในผลลัพธ์ชัดเจนว่า “จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการเข้าถึงบริการ Generative AI รวมมูลค่าประมาณ 36,000 ล้านบาท ซึ่งคำนวณจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 600 บาทต่อคน เป็นเวลา 12 เดือน” ตัวเลขนี้เทียบเท่ากับค่าสมาชิกโปรแกรม AI เวอร์ชันจ่ายเงินของค่ายต่างๆ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ส่งมอบต้องมีความสามารถในระดับเดียวกับเวอร์ชัน Pro หรือเวอร์ชันที่ต้องเสียเงินของค่ายต่างๆ
ทั้งนี้ ประชาชนที่ยอมจ่ายค่าบริการเหล่านี้ ส่วนมากไม่ได้ต้องการแค่ใช้ Frontier Model ให้หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จ่ายเพราะอยากได้ความสามารถการทำงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งวิเคราะห์เชิงลึก (Deep Research) มี Agent มี Skill มีการเชื่อมต่อกับแอปทำงานต่างๆ และตั้งค่าให้ทำงานอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกทำงานใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่โปรแกรมก้าวเข้าสู่ยุค AI Agent ไม่ใช่แค่เป็นแชทบอตที่ตอบคำถาม สร้างภาพ หรือสร้างวิดีโอ ซึ่งเวอร์ชันฟรีก็ทำได้อยู่แล้ว
ดังนั้น โปรแกรม AiPASS ควรมีความสามารถเทียบเท่าโปรแกรม AI เวอร์ชัน Pro ที่เราต้องเสียค่าใช้จ่าย หรืออย่างน้อยที่สุดต้องเหนือกว่าเวอร์ชันฟรีที่ ChatGPT, Gemini, Claude หรือค่ายต่างๆ เปิดให้ทุกคนใช้อยู่แล้วพอสมควร เพราะหากประชาชนเปิด AiPASS ขึ้นมาแล้วพบว่า ทำได้น้อยกว่าที่เคยใช้ฟรี หรือไม่ใช่เวอร์ชัน Pro อย่างแท้จริง พวกเขาอาจเลิกใช้แล้วกลับไปจ่ายเงินค่าโปรแกรม AI เหมือนเดิม งบประมาณที่รัฐจ่ายไปก็จะไม่คุ้มค่ากับความตั้งใจที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน
ผมจึงขอเสนอคำแนะนำ 12 ข้อเพื่อปรับปรุงโปรแกรมให้ตรงกับผลลัพธ์ที่โครงการตั้งไว้ และเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ประชาชนควรได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน ดังนี้
1. โมเดลแชทฟรีไม่จำกัด ควรปรับจาก Gemini 3.1 Flash Lite เป็นโมเดลที่ทันสมัยและมีความสามารถระดับเดียวกับที่เวอร์ชันฟรีของค่ายต่างๆ เปิดให้ใช้แบบไม่จำกัด
2. โควตาโมเดลชั้นนำ ควรเพิ่มจาก 20–50 ครั้งต่อวัน เป็น 150–200 ครั้งต่อวัน หรือเทียบเท่าใน rolling window แบบที่ค่ายต่างๆ ใช้ พร้อมระบุ context window ต่อบทสนทนาไม่ต่ำกว่าเวอร์ชัน Pro ของคู่แข่ง
3. การอัปโหลดไฟล์ ควรรองรับไม่ต่ำกว่า 100 MB ต่อไฟล์ อัปโหลดได้หลายไฟล์ต่อแชท ครอบคลุม PDF, รูปภาพ, สเปรดชีต และโค้ด เทียบเท่าเวอร์ชันฟรีที่มีอยู่ทั่วไป
4. การเชื่อมต่อแอปทำงาน ควรเชื่อมกับ Word, Excel/Sheets, PowerPoint/Slides เพื่ออ่านและสร้างไฟล์ได้โดยตรงจากแชท เทียบเท่าที่เวอร์ชันฟรีทั่วไปทำได้
5. ควรเปิดให้ผู้ใช้ทำ custom connector เชื่อมอีเมล ปฏิทิน และไดรฟ์ของตนเองได้ โดยรองรับมาตรฐานเปิดอย่าง MCP ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานกลางของอุตสาหกรรมไปแล้ว ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะเส้นแบ่งระหว่างของเล่นกับเครื่องมือทำงานอยู่ตรงที่ AI เข้าถึงงานจริงของผู้ใช้ได้หรือไม่
6. การวิเคราะห์เชิงลึก (Deep Research) ควรส่งออกผลลัพธ์เป็น Word หรือ PDF พร้อมอ้างอิงแหล่งที่มาให้ตรวจสอบได้ มีปุ่มแปลงเป็น infographic หรือบทสนทนาเสียงแบบ audio overview เทียบเท่า Gemini เปิดให้ใช้ฟรี
7. ระบบควรวิเคราะห์ไฟล์เสียงและวิดีโอได้ ทั้งถอดเสียง สรุปประเด็น และทำรายงานการประชุม ซึ่งเป็นงานที่คนทำงานได้ใช้เป็นประจำ และปัจจุบันเวอร์ชันฟรีก็ทำได้แล้ว
8. ผู้ใช้ควรสามารถสร้าง Skill หรือชุดคำสั่งที่ใช้ซ้ำและแชร์ภายในหน่วยงานได้ เทียบเท่ากับ Gems, Custom GPT หรือ Claude Skills
9. ควรมี Scheduled task เพื่อให้ตั้งเวลารัน prompt อัตโนมัติ และส่งผลลัพธ์ไปยังอีเมลหรือระบบปลายทางได้
10. ควรให้สร้างและปรับแต่ง agent ที่ทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่อง และเรียกใช้ tool กับ connector ได้
11. ควรมีฟีเจอร์ canvas ที่ให้แก้ไขผลลัพธ์แบบโต้ตอบทั้งเอกสารและโค้ด โดยไม่ต้อง prompt ใหม่ทั้งหมด ในลักษณะเดียวกับเวอร์ชันฟรีของ ChatGPT และ Gemini
12. ควรมี Voice mode ที่สามารถสนทนาด้วยเสียงแบบ real-time เป็นภาษาไทย ทั้งบนเว็บและมือถือ โดยตอบสนองต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียง speech-to-text เทียบเท่าที่เวอร์ชันฟรีทั่วไปทำได้
บางคนอาจโต้แย้งว่าข้อเสนอเหล่านี้มากเกินไปหรือไม่ แต่ผมอยากชี้ให้เห็นว่าหลายข้อที่ผมพูดถึงไม่ใช่ความสามารถระดับ Pro ที่ต้องจ่ายแพง หากเป็นสิ่งที่เวอร์ชันฟรีของค่ายใหญ่เปิดให้ใช้กันอยู่แล้วในวันนี้ เมื่อรัฐประกาศว่าจะทำให้ประชาชนประหยัดเดือนละ 600 บาท มาตรฐานที่ใช้วัดจึงไม่ควรเป็นคำถามว่าระบบใช้งานได้หรือไม่ แต่ควรเป็นคำถามว่า “ดีกว่าสิ่งที่ประชาชนหาใช้เองได้ฟรีหรือไม่ และเทียบเท่ากับเวอร์ชันเสียเงินไหม”
สิ่งที่ผมกังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความเข้าใจของสังคม ถ้าคนไทยจำนวนมากได้สัมผัส AI ครั้งแรกผ่าน AiPASS แล้วพบว่ามันเป็นแค่แชทบอตแบบเดิมที่เน้น ตอบคำถาม สร้างข้อความ สร้างภาพและสร้างวิดีโอได้ แต่อัปโหลดไฟล์ใหญ่ไม่ได้ เชื่อมต่อกับแอปทำงานจริงไม่ได้ ไม่ก้าวสู่ AI Agent พวกเขาอาจสรุปว่า AI ก็แค่นี้แล้วเดินจากไป หรืออาจใช้ต่อด้วยความเข้าใจผิดๆ ว่าโปรแกรม AI ในยุคปัจจุบันมีความสามารถเพียงเท่านี้
ขอย้ำนะครับว่าข้อเสนอทั้ง 12 ข้อนี้ไม่ได้มีเจตนาจะด้อยค่าโครงการ แต่ต้องการให้สิ่งที่ประชาชนได้รับตรงกับสิ่งที่รัฐสัญญาไว้ หากข้อใดทำได้อยู่แล้วก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าข้อใดยังทำไม่ได้ ผมหวังว่าผู้รับผิดชอบจะนำไปพิจารณาและดำเนินการก่อนการตรวจรับงาน เพราะหากปล่อยผ่านไป ผู้ที่เสียโอกาสก็คือประชาชนที่ควรได้ใช้เครื่องมือ AI ที่ดีที่สุดเท่าที่งบประมาณที่จ่ายไป และเป็นไปตามผลลัพธ์ที่เขียนไว้ในตอนขอเสนอใช้งบประมาณ





