วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าโครงการ TH-AI Passport ก่อนเริ่มใช้งานจริงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กระแสตอบรับดีมาก คนลงทะเบียนหลายแสนคน จนทำให้เกิดความเข้าใจว่านี่คือความสำเร็จโครงการ หลังคนไทยรอใช้โปรแกรม AI มานาน และหลายคนเข้าใจว่าน่าจะใช้งานได้อย่างไม่จำกัดและมีความสามารถเทียบเท่าโปรแกรม AI เวอร์ชันเสียเงิน
KEY POINTS
- คุณสมบัติและข้อจำกัดการใช้งานของ AiPass ยังไม่เทียบเท่าบริการ AI แบบเสียเงินมูลค่า 600 บาทต่อเดือนตามที่โครงการตั้งเป้าไว้
- โมเดล AI ที่ให้ใช้งานฟรีแบบไม่จำกัด (Gemini 3.1 Flash-Lite) มีความสามารถด้อยกว่าคู่แข่งที่ให้บริการฟรีรายอื่นอย่างชัดเจน
- แม้จะเข้าถึงโมเดลชั้นนำได้หลายค่าย แต่จำกัดการใช้งานน้อยเกินไป (เช่น แชท 20-50 ครั้งต่อวัน) ทำให้ไม่เหมาะกับการใช้งานจริงจัง และยังขาดฟีเจอร์สำคัญสำหรับการทำงาน
- โครงการขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของตัวเองในเรื่องการเก็บข้อมูลไว้ในประเทศ เนื่องจากในทางปฏิบัติมีการส่งข้อมูลผู้ใช้ไปประมวลผลยังต่างประเทศ
แต่ถ้าเข้าไปศึกษาเว็บโครงการให้ดี จะพบว่า AiPass แบ่งผู้ใช้เป็นสองระดับ คือ ระดับผู้เริ่มต้น และระดับผู้สร้างสรรค์ ระดับผู้เริ่มต้นใช้โปรแกรมได้น้อยมาก เพียงแค่แชทได้ไม่จำกัด แต่เป็นโมเดลรุ่นเก่าคือ Gemini 3.1 Flash-Lite ถ้าผู้ใช้เข้าเรียนสะสมคะแนน จึงจะเลื่อนขั้นเป็น “ผู้สร้างสรรค์” ที่ได้รับ 10,000 เครดิตต่อวัน
บางท่านอาจสงสัยว่าแล้วเครดิตต่อวันใช้งานได้แค่ไหน หลักๆ คือ ยังแชทกับโมเดลรุ่นเก่าได้ไม่จำกัด แต่จะเพิ่มโมเดล AI ชั้นนำทั้งของโลก และของไทยกว่า 14 ค่าย รวมกว่า 30 โมเดล ซึ่งการใช้งานโมเดลเหล่านั้นมีข้อจำกัด หน้าเว็บโครงการระบุว่าใช้แชท เขียนโค้ด คิดวิเคราะห์ ได้ 20-50 ครั้งต่อวัน สร้างรูปภาพสูงสุด 20 ภาพต่อวัน สร้างวิดีโอได้ 10 คลิปต่อเดือน สร้างเพลงได้ 10 เพลงต่อเดือน ค้นคว้าเชิงลึกได้ 10 ครั้งต่อเดือน
ผู้จัดทำโครงการระบุว่าการลงทะเบียนช่วงนี้จะอัปเกรดให้ทุกคนเป็นระดับผู้สร้างสรรค์หนึ่งเดือน ไม่ต้องเรียนหลักสูตรออนไลน์ก่อน คำถามที่น่าสนใจ คือ แล้ว AiPass เก่งกว่าโปรแกรม AI ฟรีที่มีทั่วไปหรือไม่ คำตอบขึ้นกับว่าเราวัดคำว่าเก่งด้วยอะไร ถ้าวัดความครบเครื่องในบัญชีเดียว แพ็กเกจระดับผู้สร้างสรรค์ทำได้ดีจริง เพราะให้ทั้งสร้างภาพ วิดีโอ เพลง และเปิดทางเข้าถึงโมเดลชั้นนำของหลายค่ายพร้อมกัน ซึ่งไม่มีเจ้าไหนใจดีพอจะให้ครบขนาดนี้ในเวอร์ชันฟรี
แต่ถ้าวัดจากปริมาณใช้งานจริงแต่ละวัน จะพบว่าแม้โควตาแชทโมเดลชั้นนำวันละ 20-50 ครั้งฟังดูเยอะสำหรับคนที่ใช้เป็นครั้งคราว แต่สำหรับคนที่ทำงานกับ AI ทั้งวัน คือ หมดตั้งแต่ก่อนเที่ยง แล้วต้องถูกลดมาใช้โมเดลรุ่นเก่าอย่าง Gemini 3.1 Flash-Lite
ขณะที่ ChatGPT เพิ่งประกาศต้นเดือนสิงหาคมว่า ให้ผู้ใช้ฟรีแชทได้ไม่จำกัด แถมได้ใช้ GPT-5.6 Luna ที่เก่งกว่าอีกด้วย นอกจากนั้น Gemini ก็ให้แชทฟรีได้แบบไม่จำกัดโดยใช้โมเดล Gemini 3.6 Flash หรือ Qwen Studio ของ Alibaba ก็ให้แชทแบบไม่จำกัดโดยใช้รุ่นเรือธงล่าสุดตระกูล Qwen
ข้อมูลจาก Artificial Analysis Intelligence Index ระบุชัดว่า ค่าคะแนนความฉลาดโมเดล Gemini 3.1 Flash-Lite ที่โปรแกรม AiPass ใช้มีคะแนนเพียง 26 คะแนน ต่ำกว่า GPT-5.6 Luna ที่ได้ 34 คะแนน Gemini 3.6 Flash ที่ได้ 52 คะแนน และ Qwen 3.8 Max ที่ได้ 58 คะแนน สรุปสั้นๆ ความฉลาดการแชทที่ว่าไม่จำกัดของ AiPass ยังต่ำกว่าแชทไม่จำกัดของโปรแกรม AI ฟรีตัวอื่นอีกมาก
และเมื่อเทียบลิมิตกับของฟรีด้านอื่น พบว่า แต่ละเจ้าเลือกให้บริการคนละด้านไม่เหมือนกัน โดย ChatGPT ให้สร้างภาพไม่กี่รูปต่อวัน แต่มีฟีเจอร์อย่าง Canvas ทำเอกสาร หรือมีปลั๊กอินเชื่อมแอปอื่นๆ ขณะที่ Gemini ให้สร้างภาพได้ราววันละ 20 ภาพเช่นกัน ทั้งมีฟีเจอร์ค้นคว้าเชิงลึกที่นำมาสร้างเอกสาร อินโฟกราฟิก หรือสนทนาเสียงได้ และยังมี Gemini Notebook เวอร์ชันฟรีที่เก่งเรื่องย่อยเอกสาร เสียง และวิดีโอ
ส่วน Qwen Studio ของ Alibaba ให้ทั้งแชท สร้างภาพ ค้นคว้าเชิงลึก จนแทบไม่ชนเพดาน แถมยังสร้างสไลด์ได้ ซึ่ง AiPass ยังไม่มีอะไรมาแทนได้ ของฟรีทุกเจ้ามีลิมิตจริง เพียงแต่วางกำแพงไว้คนละจุด คนที่ใช้เป็นคือคนที่รู้ว่าจะหยิบเจ้าไหนมาทำงานอะไร มากกว่าฝากความหวังไว้กับเจ้าเดียว
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ตอนโครงการ TH-AI Passport เข้าไปขออนุมัติงบประมาณจากคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ได้ระบุผลลัพธ์ข้อหนึ่งไว้ชัดเจนว่า จะช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนในการเข้าถึงบริการ Generative AI รวมมูลค่าประมาณ 36,000 ล้านบาทคำนวณจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 600 บาทต่อคน เป็นเวลา 12 เดือน สำหรับผู้ใช้งาน 5,000,000 คน
และข้อกำหนดโครงการ ยังระบุว่า “สามารถเข้าใช้งานให้บริการระบบ Generative AI มีคุณสมบัติรุ่น Pro หรือรุ่น Premium หรือที่ปกติต้องใช้เงินคิดค่าบริการสำหรับการใช้งาน อย่างน้อย 8 ผลิตภัณฑ์” เห็นชัดว่าโปรแกรมนี้ควรมีความสามารถเทียบเท่ารุ่นที่เราต้องเสียค่าบริการรายเดือน
แม้ยังไม่เห็นโปรแกรมที่จะเปิดตัวสิ้นเดือนนี้ แต่คุณสมบัติหน้าเว็บโครงการ AiPass คงเทียบเวอร์ชันเสียเงินไม่ได้เพราะแม้เข้าถึงโมเดลระดับ Pro หลายค่ายได้จริง แต่แชทวันละไม่กี่สิบครั้งเทียบไม่ได้กับ ChatGPT, Claude หรือ Gemini เวอร์ชันเสียเงิน ที่ให้จำนวนข้อความมากกว่าหลายเท่า ทั้งใช้โมเดลระดับสูงสุดที่ดีกว่าใช้ได้มากกว่ามาก
สิ่งที่ขาดหายชัดเจนกว่า คือ ฟีเจอร์ที่ทำให้ AI เป็นเครื่องมือทำงานจริง ทั้งเชื่อมกับอีเมล ปฏิทิน และไฟล์งานผ่าน connector หรือ MCP การมี coding agent อย่าง Claude Code หรือ Codex ที่เขียนและแก้โค้ดให้ทั้งโปรเจกต์ การสร้างไฟล์ Word, Excel หรือ PowerPoint ที่ใช้ส่งงานได้ทันที ตลอดจน agent ที่ทำงานหลายขั้นตอนแทนเรา และแอปบนเดสก์ท็อปกับมือถือเจ้าของโมเดลเอง เมื่อบวกข้อจำกัดว่า เราปรับแต่งอะไรได้ไม่ลึกนักในฐานะผู้ใช้ผ่านตัวกลาง ผมจึงมองว่าแพ็กเกจนี้เหมาะเป็นสนามทดลองมากกว่าเป็นเครื่องมือหลัก
แล้วทำไม AiPass ถึงไม่ใช้โมเดลล่าสุด หรือให้แชทไม่จำกัดด้วยโมเดลที่ดีกว่านั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากค่าใช้จ่าย API Token ของโมเดล Gemini 3.1 Flash-Lite ที่อาจถูกกว่าโมเดลแชทไม่จำกัดเวอร์ชันฟรีเจ้าอื่น ส่วนที่ให้ใช้โมเดลชั้นนำแชทได้ 20-50 ครั้งต่อวัน หรือจำกัดการสร้างภาพและค้นคว้าเชิงลึกไว้ต่ำกว่าเวอร์ชันเสียเงินมากเพราะค่าใช้จ่ายที่จะทำให้ต้นทุนสูงกว่ามากเช่นกัน
ที่น่ากังวลกว่านั้น คือ วัตถุประสงค์โครงการระบุว่าต้องการส่งเสริมให้ “ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานที่เกี่ยวกับ Generative AI ของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการถูกจัดเก็บและประมวลผลในไทย” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ทราบดีว่าโมเดลชั้นนำที่โปรแกรมนี้เรียกใช้อยู่ต่างประเทศ AiPass จึงขัดแย้งวัตถุประสงค์ของโครงการเอง
และข้อตกลงใช้งานกับความเป็นส่วนตัวของ AiPass ตอนลงทะเบียนแจ้งไว้ตรงไปตรงมาว่ามี “การส่งข้อความหรือคำสั่งไปประมวลผลโดยผู้ให้บริการ AI ในต่างประเทศ” ตารางวัตถุประสงค์ข้อ 8 ระบุชัดเป็นการโอนข้อมูลสนทนากับ AI ไปยังผู้ให้บริการต่างประเทศ ข้อกำหนดใช้งานข้อ 6.7 เขียนไว้ชัดกว่านั้นว่า การเก็บรวบรวม ส่งต่อ และประมวลผล prompt ไฟล์แนบ และประวัติสนทนา ถือเป็น “สาระสำคัญ” ของบริการ ผู้ใดไม่ประสงค์ให้ส่งต่อดังกล่าว “จะไม่สามารถใช้บริการแพลตฟอร์ม AiPass ได้”
ดังนั้นเพื่อให้ AiPass มีผลลัพธ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการจริง ควรต้องปรับโมเดลแชทฟรีแบบไม่จำกัดให้ได้โมเดลที่ฉลาดและคุ้มค่ากว่าที่ใช้อยู่ ขณะที่ การกำหนดลิมิตของโมเดลชั้นนำต่างๆ เช่น การแชท ควรเป็นจำนวนหลักร้อยข้อความ และควรกำหนดให้มีฟีเจอร์เพิ่มขึ้น โดยรวมแล้วลิมิตใช้งานที่ให้ประชาชนต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 600 บาทต่อเดือนตามที่โครงการระบุไว้ ประชาชนจึงได้โปรแกรม AI ที่คุ้มกับเงินงบประมาณที่เราจ่ายไป
ความสำเร็จโครงการนี้ไม่ควรวัดที่ตัวเลขคนลงทะเบียน แต่ควรวัดที่ว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้า จะมีคนไทยจำนวนกี่คนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือทำงานได้จริง และเราได้อธิปไตย AI ของไทยอย่างแท้จริงหรือไม่





