วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

TH-AI Passport : เมื่อ AI เวอร์ชัน Pro อาจไม่ใช่ Pro อย่างที่เข้าใจ

TH-AI Passport : เมื่อ AI เวอร์ชัน Pro อาจไม่ใช่ Pro อย่างที่เข้าใจ

ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้คนได้ตั้งคำถามกับโครงการ “TH-AI Passport” ของรัฐบาลว่ามีความคุ้มค่าแค่ไหน

โดยเฉพาะการจะแจก AI เวอร์ชัน Pro ฟรีให้กับคนไทย 5 ล้านคน ผมเองก็ได้แสดงความเห็นในเรื่อง TOR ของโครงการผ่าน Facebook และมีสื่อบางฉบับนำความเห็นดังกล่าวไปลง แล้วพาดหัวข่าวว่า “จับโป๊ะ TH-AI Passport ที่แท้แค่ ‘Chatbot’ เวอร์ชันฟรี”

เจตนาหลักที่ผมโพสต์ลงในเฟซบุ๊กเป็นความเห็นเชิงวิชาการ เพราะสังคมยังสับสนกันมากเรื่อง Generative AI App ระหว่างเวอร์ชัน Pro และเวอร์ชันฟรี

ผมจึงอธิบายให้เข้าใจว่า เราใช้คำว่า “Gen-AI App” ปนกับ “โมเดล” ราวกับเป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ระบบ Gen AI สมัยใหม่แบ่งเป็นอย่างน้อย 2 ชั้น:

ชั้นที่ 1 – Foundation Model (ชั้นโมเดล): คือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ผ่านการเทรนบนข้อมูลมหาศาล เช่น GPT-5.5, GPT-5.4 Thinking (ของ OpenAI), Gemini 3.1 Pro / Gemini 3.5 Flash (ของ Google), Claude Opus 4.8 / Sonnet 4.6 (ของ Anthropic)

ชั้นที่ 2 – Gen-AI App (ชั้นแอป): คือผลิตภัณฑ์ที่ห่อหุ้มโมเดลด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้งาน ฟีเจอร์และเครื่องมือ หน่วยความจำ ตัวเชื่อมต่อ (connectors) ระบบ agent ระบบจัดการไฟล์ ฯลฯ เช่น ChatGPT คือแอป ส่วน GPT-5.5/GPT-5.4 คือโมเดลที่ใช้ในแอป เช่นเดียวกับ Gemini (แอป) ใช้ Gemini 3.5/Gemini 3.1 (โมเดล) และ Claude (แอป) ใช้ Claude Opus 4.8/Sonnet 4.6 (โมเดล)

ทั้งนี้ บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่พัฒนาโมเดล AI ขึ้นมา จะมีวิธีการหารายได้จากโมเดลอยู่สองแบบ แบบแรกคือการขายผลิตภัณฑ์ที่เป็น Gen-AI App ของตนเอง เช่น OpenAI จะเน้นขาย ChatGPT โดยมีราคาจำหน่ายแบบรายเดือนหลายระดับ หากไม่ใช่เวอร์ชันฟรี ก็จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่เวอร์ชันเบื้องต้นคือ Go ราคาเดือนละ $8 เวอร์ชัน Plus ราคาเดือนละ $20 และเวอร์ชัน Pro ราคาเดือนละ $100 ทั้งนี้ โดยทั่วไปแทบทุกยี่ห้อ เวอร์ชันที่เป็นรุ่นพรีเมียมและใช้งานได้มากขึ้นจะอยู่ที่ประมาณเดือนละ $20

ส่วนอีกแบบหนึ่งที่บริษัทเทคโนโลยีขาย คือการให้ผู้ใช้สามารถซื้อการใช้งานโมเดลนั้นได้โดยตรง โดยเรียกใช้ผ่านระบบคลาวด์ และคิดค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งาน ซึ่งมีหน่วยคิดเป็นจำนวน Token (ตัวอักษร) ที่ส่งข้อมูลมาให้โมเดล AI ประมวลผล ตัวอย่างค่าเรียกใช้โมเดล GPT-5.5 สำหรับการส่งข้อมูลเข้ามาประมวลผลจะมีราคา $5 ต่อหนึ่งล้าน Token และมีราคาผลลัพธ์ที่ส่งออกมาอยู่ที่ $30 ต่อหนึ่งล้าน Token ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับความฉลาดของโมเดล

Gen-AI App ในเวอร์ชันที่เสียเงิน จะกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้เรียกใช้โมเดลชั้นนำของตัวเองได้มากกว่าเวอร์ชันฟรี ตัวอย่างเช่น ChatGPT จะให้ผู้ใช้เรียกใช้โมเดลชั้นนำราคาแพงอย่าง GPT-5.5 Thinking ได้ มีสิทธิ์ใช้บทสนทนาได้มากกว่า หรือเพิ่มจำนวน Token ให้

นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์พิเศษให้ผู้เสียเงินสามารถใช้งานได้มากกว่า เช่น Desktop Agent สำหรับทำงานเอกสารซับซ้อน มี Connector เชื่อมต่อกับ App ต่าง ๆ ได้มากมาย หรืออาจมีคำสั่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Deep Research)

ทั้งนี้ ความก้าวหน้าของ Gen-AI App ในเวอร์ชัน Pro ตั้งแต่ต้นปีนี้ ถือว่าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจากการใช้งาน Chatbot ธรรมดา ไปสู่การใช้งานแบบ AI Agent ทำให้เราสามารถสั่งงาน AI Model ให้ทำงานเอกสารต่าง ๆ โดยอัตโนมัติได้

คราวนี้ เมื่อเราเอาข้อกำหนด (TOR) ของโครงการ “TH-AI Passport” มาวิเคราะห์โดยละเอียด จะพบว่า โครงการนี้ไม่ใช่การนำ Gen-AI App ของบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่ขายในรูปแบบแรกมาแจก กล่าวคือ ไม่ได้ให้สิทธิ์คนไทย 5 ล้านคนได้ใช้ ChatGPT Plus หรือ Gemini Pro หรือยี่ห้ออื่น ๆ ฟรีเป็นเวลาหนึ่งปี

แต่สิ่งที่โครงการนี้จะทำคือ การพัฒนาระบบ Gen-AI App โดยเรียกใช้โมเดล AI ที่หลากหลาย ทั้งนี้ บริษัทไทยผู้พัฒนาจะซื้อ Token ผ่านคลาวด์ของบริษัทเทคโนโลยีที่ขายในรูปแบบที่สอง โดย TOR กำหนดให้มีโมเดลที่หลากหลาย และจะต้องมี AI Frontier Model อย่างน้อย 2 ยี่ห้อ ซึ่งเป็นโมเดลระดับสากลที่มีคะแนนอยู่ในกลุ่มสูงสุด 5 อันดับแรก

จุดเด่นของโครงการนี้คือ การกำหนดให้มีการสนับสนุนการใช้ Local LLM ที่พัฒนาในประเทศไทย เช่น Typhoon หรือ Pathumma เป็นต้น และมีความพยายามที่จะสร้างอธิปไตยด้าน AI โดยกำหนดให้ระบุถึงการเก็บและการประมวลผลข้อมูลในประเทศ

อย่างไรก็ตาม TOR ไม่มีการกำหนดจำนวน Token ของแต่ละ AI Frontier Model ซึ่งอาจทำให้เรียกใช้ AI Model เหล่านั้นได้น้อยมาก และในบางกรณีอาจไม่สามารถเทียบเท่าได้กับเวอร์ชันฟรีของค่ายดัง ๆ เสียด้วยซ้ำ อีกเรื่องที่น่ากังวลคือ การบังคับให้เก็บข้อมูลและประมวลผลในไทยอาจเป็นไปได้ยาก เพราะโมเดลชั้นนำเกือบทั้งหมดเป็นระบบปิดที่ประมวลผลในต่างประเทศ

และหากพิจารณาคุณสมบัติของระบบ Gen-AI App ที่จะพัฒนาขึ้น จะเห็นได้ว่าอาจเป็นเพียงเวอร์ชันฟรีเท่านั้น ไม่ใช่ Gen-AI App รุ่น Pro หรือรุ่น Premium ของค่ายดัง ๆ เพราะแทบไม่มีฟีเจอร์เด่นของเวอร์ชัน Pro เลย โดยเฉพาะด้าน AI Agent และ Connector

แม้โครงการนี้มีความตั้งใจดีที่อาจอยากพัฒนา Gen-AI App ให้คนไทยใช้ แต่เมื่อพิจารณาข้อด้อยต่าง ๆ แล้ว คงยังห่างชั้นจากรุ่น Pro หรือรุ่น Premium ของค่ายดัง ๆ อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่เวอร์ชันเหล่านั้นมี และอาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เราจะพัฒนาขึ้นอาจมีฟีเจอร์น้อยกว่าเวอร์ชันฟรีของบางยี่ห้อ สุดท้าย เมื่อทำออกมาแล้ว คนก็คงนิยมใช้กันน้อย เพราะคนส่วนใหญ่จะเลือกใช้เวอร์ชันฟรีของค่ายดัง ๆ ที่มีความหลากหลายมากกว่า

ผมว่าประเด็นเรื่อง TOR นี้น่าจะเป็นเพราะร่างมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก จึงทำให้สิ่งที่จะพัฒนา หรือ Gen-AI App ไม่ทันสมัย และไม่เทียบเท่ากับเวอร์ชัน Pro หรือรุ่น Premium

ทางที่ดีเราควรทบทวนกันใหม่ หากเราต้องการส่งเสริมให้คนไทย 5 ล้านคนได้ใช้ AI เราอาจไม่ต้องไปพัฒนา Gen-AI App แข่งกับบริษัทใหญ่

การสอนก็ควรแนะนำให้คนใช้เครื่องมือ AI ฟรีที่มีอยู่ทั่วไป ทุกวันนี้การเข้าถึง Gen-AI App ง่ายนิดเดียว เหมือนกับการเปิดใช้ Facebook หรือ YouTube ที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

แต่ถ้าเราจะพัฒนา Gen-AI App ก็ควรใช้ข้อเด่นของโครงการนี้ โดยเน้นทำเฉพาะด้านให้กับบางอุตสาหกรรมหรือ SME ซึ่งต้องเน้นเฉพาะกลุ่มที่อาจมีจำนวนไม่มากนัก และเน้นใช้ Local LLM รวมถึงการเก็บและประมวลผลข้อมูลในประเทศ ถ้าเราทำอย่างนั้น ก็จะเป็นการส่งเสริมระบบนิเวศของ AI ไทย แต่นั่นน่าจะเป็นขั้นต่อไป หลังจากที่เราได้สร้างทักษะด้าน AI ผ่านเครื่องมือ AI ฟรีให้คนไทยจำนวนมากแล้ว

การทำแบบนี้จะเป็นการส่งเสริมระบบนิเวศของ AI ไทย ให้นักพัฒนาคนไทยได้พัฒนา AI Apps ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายคนไทย และเป็นเรื่องที่เราสามารถแข่งขันได้ง่ายกว่าการแข่งพัฒนา Gen-AI App หรือ AI Model ระบบใหญ่กับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ