“แต่ก่อนป้าเครียดมากเพราะค่าถุงทวารเทียมแพง พอมีนโยบายถุงทวารเทียมฟรี และทางโรงพยาบาลคอยสอนการใช้ ป้าเหมือนได้ชีวิตใหม่ กลับไปขายของได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ”
นี่คือเสียงจาก “ป้าคำแก้ว” ผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคเหนือ ที่วันนี้สามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้ตามปกติอีกครั้ง หลังได้รับถุงทวารเทียมไทยที่ผลิตในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เรื่องราวของผู้ป่วยรายนี้ เป็นมากกว่าการมี “ถุงทวารเทียมฟรี” เพราะเบื้องหลังของนโยบาย คือการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยที่สามารถนำมาใช้จริง ช่วยทดแทนการนำเข้า และลดภาระค่าใช้จ่ายของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไปพร้อมกัน
เช่นเดียวกับในห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลบางแห่ง อุปกรณ์รักษาความผิดปกติรูปหน้าที่ผลิตด้วยการพิมพ์สามมิติแบบเฉพาะบุคคล พร้อมซอฟต์แวร์วางแผนการผ่าตัดกระดูกขากรรไกรและใบหน้า ก็กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยสามารถช่วยลดเวลาการฟื้นตัวของผู้ป่วยลง 20% ลดเวลาในห้องผ่าตัดลงได้เกือบครึ่ง และประหยัดค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดถึง 20% ตามข้อมูลของ OsseoLabs
นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง เบื้องหลังส่วนหนึ่งคือ เงินภาษีของพวกเราทุกคน ที่รัฐลงทุนผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ใน “แผนงานมุ่งเป้า ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ ยาและวัคซีน” ในปีงบประมาณ 2568 และ 2569 ด้วยวงเงินงบประมาณรวม 620 ล้านบาท
จนถึงปัจจุบัน มีการให้ทุนในการวิจัยเพื่อต่อยอดไปแล้ว 46 โครงการ ด้วยความมุ่งหวังว่าคนไทยจะได้ใช้นวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทยมากขึ้น ประเทศจะพึ่งพาการนำเข้าน้อยลงและในอนาคตสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้จากการส่งออก คำถามที่ประชาชนมีสิทธิถามคือ เงินก้อนนี้มีความคุ้มค่าหรือไม่?
ผู้เขียนในฐานะหัวหน้าคณะติดตามและประเมินจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งได้รับมอบหมายจากแผนงานมุ่งเป้านี้ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินอิสระขอนำเสนอข้อค้นพบตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
เป้าหมายปีแรกของแผนงานนี้คือ จะสร้างรายได้และลดนำเข้า 500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยตรวจสอบยืนยันได้จริงอยู่ที่ 11.3 ล้านบาท หรือไม่ถึงร้อยละ 3 ของเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนเป้าหมายจำนวนประชาชนที่เข้าถึงนวัตกรรม 2 ล้านคนนั้น ก็ยังทำได้ไม่ถึงร้อยละ 1
ทั้งนี้ ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวเลขขั้นต่ำ เพราะเพิ่งดำเนินโครงการมาได้เพียงประมาณ 10 เดือน โครงการจำนวนมากที่ได้รับทุนไปแล้วจึงยังไม่ถึงรอบรายงานหรือยังไม่ได้ส่งรายงานเข้ามา ภาพที่สมบูรณ์กว่านี้จะชัดขึ้นในปีถัดไป
นอกจากนี้โดยธรรมชาติแล้วงานนวัตกรรมการแพทย์ยังมีจังหวะเวลาของตัวเอง เพราะเครื่องมือแพทย์ ยาและวัคซีน จะต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ต้องขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ซึ่งใช้เวลาหลายเดือน และต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่นให้โรงพยาบาลของไทยยอมรับและนำไปใช้จริง
ดังนั้น การตั้งเป้ายอดขายและลดนำเข้าได้สูงกว่า 1,500 ล้านบาทภายใน 2 ปี โดยมีมูลค่า 500 ล้านบาทในปีแรก จึงน่าจะเป็นเป้าหมายที่สูงเกินไป และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของนวัตกรรม
เป้าหมายดังกล่าวจึงควรเป็นเป้าหมายในระยะยาวกว่าที่กำหนด แต่กระนั้น สิ่งที่ทำให้มีความหวังมากกว่าที่ตัวเลขสะท้อนออกมาคือ การค้นพบว่าโครงการที่ไปได้ไกลล้วนมีองค์ประกอบร่วมกัน 3 ประการ
1.มีภาคเอกชนร่วมลงทุนหรือร่วมพัฒนาจริง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดต้องการนวัตกรรมนั้น
2.ผู้ประกอบการมีประสบการณ์ธุรกิจและวิสัยทัศน์ โดยมุ่งสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ เพราะเล็งเห็นว่าลำพังตลาดในประเทศจะเล็กเกินไป
3.ภาครัฐให้การสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่ใช่ให้ทุนครั้งเดียวแล้วจบลง
ตัวอย่างที่เห็นชัดมีหลายกรณี ซึ่งส่วนใหญ่ต่อยอดจากฐานงานวิจัยที่สั่งสมมาก่อน โดยแผนงานเข้ามาหนุนเสริมในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การใช้จริง เช่น นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ช่วยอ่านภาพเอกซเรย์ปอด ก่อตั้งโดยผู้มีประสบการณ์ภาคธุรกิจ โดยร่วมพัฒนาและทดลองใช้จริงกับเครือโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ ก่อนวางแผนขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
ส่วนถุงทวารเทียม เกิดจากงานวิจัยและพัฒนาในมหาวิทยาลัย และต่อมามีธุรกิจเข้ามารับการถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมวิจัย ผลิต ขายและวางแผนขยายสู่ตลาดตะวันออกกลาง และอุปกรณ์รักษาความผิดปกติรูปหน้าที่ผลิตด้วยการพิมพ์สามมิติแบบเฉพาะบุคคลก็เกิดจากบริษัทที่เคยเป็นโครงการวิจัยในมหาวิทยาลัย
และพิสูจน์ตัวเองจนระดมทุนจากนักลงทุนได้กว่าร้อยล้านบาท ก่อนจะมีแผนขยายตลาดไปหลายทวีป ทั้งหมดล้วนสะท้อนสูตรเดียวกันคือ ตลาดต้องการจริง ผู้ประกอบการเอาจริง และรัฐหนุนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ไม่ทิ้งช่วง
บทเรียนที่เราสรุปได้คือ ความสำเร็จไม่ได้มาจากทุนวิจัยที่ได้รับครั้งเดียว แต่มาจากการสนับสนุนต่อเนื่องตลอดเส้นทางจากห้องวิจัยถึงตลาด คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “ทำไมยังไม่ถึงเป้า?” แต่คือ “ทำอย่างไรให้แนวทางปฏิบัติที่ดีนี้เป็นความปกติของการให้ทุนวิจัย?”





