วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ไทยปลดล็อก ‘Clinical Trial’ นวัตกรรมการแพทย์สร้างรายได้

อุตสาหกรรมสุขภาพของไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากความสำเร็จในการเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ สู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าด้วยการตั้งเป้าเป็น “Switzerland of Healthcare” หรือศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก

    ปัจจัยที่จะทำให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริง คือการปลดล็อกและยกระดับกระบวนการ ทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนงานวิจัยบนหน้ากระดาษให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง
    เพื่อให้ไทยเป็นฐานการทดสอบนวัตกรรมการแพทย์อย่างเต็มรูปแบบ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำลังเร่งปรับปรุงข้อตกลงการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial Agreement) ให้เป็น มาตรฐานเดียวระดับประเทศ เพื่อให้การอนุมัติโครงการมีความรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด การปลดล็อกนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การทดสอบเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ (Precision Health) ที่ใช้ AI และจีโนมิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) ไปจนถึงการต่อยอดสมุนไพรไทย ควบคู่ไปกับการผลักดัน Regulatory Fast-Track หรือกลไก Sandbox เพื่อเร่งรัดการอนุมัตินวัตกรรมสุขภาพออกสู่ตลาด

    นโยบายนี้สอดรับกับ SEA Health Innovation Hub (SEA HI Hub) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เกิดขึ้นในการประชุม SEA Health Summit 2026 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง RISE, SeaX Ventures และกรุงเทพธุรกิจ ที่รวบรวมสถาบันการแพทย์และโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 20 แห่ง เพื่อสร้างเครือข่ายรองรับการทดลองทางคลินิกที่มีต้นทุนแข่งขันได้ พร้อมการนำโมเดล SPARK จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดมาใช้ เพื่อเร่งพัฒนายาและวิธีวินิจฉัยสำหรับกลุ่มโรคที่ยังรักษาไม่ได้ผลดี (Unmet Medical Needs) เช่น โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ

    ในมิติทางเศรษฐกิจ การปลดล็อกกระบวนการ Clinical Trial จะสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากทั่วโลก นโยบายจากภาครัฐจะทำให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เข้ามาตั้งฐานการวิจัยในไทย โดยใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างเป็นข้อต่อรองให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) กลับคืนสู่ประเทศ ขณะเดียวกัน เครือข่าย SEA HI Hub ก็พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงสตาร์ตอัปกับกองทุน Deep Tech ทั่วโลก และขยายความร่วมมือในอาเซียน เพื่อเปิดประตูการเข้าถึงผู้ป่วยกว่า 100 ล้านคนภายในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่ามหาศาลให้กับนวัตกรรมสุขภาพที่ผลิตขึ้นในไทย
    เรามองว่าผลลัพธ์ของการผลักดันไทยเป็นฐานทดสอบนวัตกรรมการแพทย์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่สร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนคนไทย เนื่องจากยาและอุปกรณ์ที่เข้าสู่การทดลองในมนุษย์ในระยะนี้ ล้วนผ่านการพัฒนามาจนเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว การดึงการทดลองทางคลินิกเข้ามาในประเทศไทย จะเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงยาใหม่ล่าสุดและเครื่องมือแพทย์ที่ล้ำสมัยได้ก่อนใคร ในราคาที่เหมาะสม เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ประเทศไทยให้ยืนได้ในเวทีโลกไปพร้อมๆ กัน