“ยศชนัน” ประกาศทลายเพดานรายได้ปานกลางด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี “สาธารณสุข” กางโรดแมปทรานส์ฟอร์มประเทศ รุกเมดเทค และไบโอฮับ โฟกัส 3 เรื่อง
KEY POINTS
- “ยศชนัน” ประกาศทลายเพดานรายได้ปานกลางด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ดัน “สยาม ซิลิกา” ปฏิวัติอุตสาหกรรมชิปไทย สร้างศูนย์กลาง Deep Tech อาเซียน
- “สาธารณสุข” กางโรดแมปทรานส์ฟอร์มประเทศ รุกเมดเทค และไบโอฮับ โฟกัส 3 เรื่อง “เอไอ- ATMPs-การแพทย์แม่นยำ”
- พลิกเกมไทยเป็นผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์ ดันสิทธิประโยชน์บัตรทองเพิ่มการเข้าถึง หวังเกิด New S-Curve ดึงเงินลงทุน
กรุงเทพธุรกิจ RISE และ Seax ร่วมจัดงาน SEA Health Summit 2026 AI In Health and Longevity เพื่อนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีด้านสุขภาพในการยกระดับเศรษฐกิจประเทศ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 โดยมีผู้แทนภาครัฐมานำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายประเทศ
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในหัวข้อ Thailand Health Tech:The Next Economic Engine ว่า ยุทธศาสตร์ Thailand New Growth Engine จะทะลวงเพดานรายได้ประเทศผ่านการปฏิรูปนวัตกรรมที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่มี โดยเน้น “ความสำเร็จในอดีต ไม่ใช่สมการของอนาคต”
ทั้งนี้ อว.มีโครงการเรือธง Siam Silica ยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยสู่ระดับโลก โดยไม่ใช่แค่รับจ้างผลิตแต่มุ่งออกแบบชิป, Power Devices (ชิปกำลังสำหรับ EV และ AI Server) และ Advanced Packaging
รวมถึงหัวใจของ Siam Silica จะสร้างทุนมนุษย์ Upskills บุคลากรไทย 10,000 คน ภายในปี 2030 ผ่านความร่วมมือ Imec และ ASML รวมถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และมหาวิทยาลัยระดับโลก เพื่อปั้นบริษัทเชี่ยวชาญการออกแบบ 12 แห่ง และบริษัทนวัตกรรมขั้นสูง 8 แห่ง ที่เป็นกระดูกสันหลังอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น EV Charger, เซนเซอร์อัจฉริยะในการเกษตร
ศ.ดร.ยศชนัน นำเสนอมุมมองที่เปลี่ยนโลก โดยเปรียบเทียบ “ศตวรรษที่ 20 เป็นยุคน้ำมัน ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคข้อมูล แต่ศตวรรษที่ 22 เป็นยุคของธรรมชาติ” และไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสินทรัพย์หลัก
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ Nature Positive Economy จะนำทรัพย์สินธรรมชาติ (ป่าไม้, ทะเล, สมุนไพร, จุลินทรีย์) ดำเนินการผ่าน Deep Tech Lens (AI, Genomics, Robotics, Data) แปรสภาพเป็น Innovation Assets เช่น ผลิตภัณฑ์ Bio-based Materials ยานวัตกรรมจากสมุนไพร และ Nature Intelligence ที่มีเป้าหมายเหนือกว่า Net Zero เป็นการฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อมการเติบโตเศรษฐกิจ
ปฏิวัติ Wellness ด้วยวิทยาศาสตร์
สำหรับมิติเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ถึง The Thai Wellness Paradox ที่ไทยเก่งการบริการที่ทำให้คนผ่อนคลาย โดยยุคใหม่ของ Wellness ไทยต้องเป็น Scientific-based Wellness ที่เน้นการซื้อเวลาชีวิตสำหรับกลุ่ม Biohackers และลูกค้าไฮเอนด์
“อย่าเพียงแค่สัญญาว่าจะให้ความผ่อนคลาย แต่จงพิสูจน์ด้วยชุดข้อมูล เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนจากความเชื่อไปสู่หลักฐานเชิงประจักษ์ โดยมี Clinical Research เป็นแพลตฟอร์มหลักในการดึงเม็ดเงินลงทุน และสร้างข้อมูลการรักษาที่เหมาะสมกับคนไทย เพื่อลดการนำเข้ายามูลค่าสูง และสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีชีวภาพของรัฐ
ดันสนามทดสอบนวัตกรรมใหญ่สุด
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จับต้องได้จริงเสนอให้เปลี่ยนไทยเป็น Living Lab โดยนวัตกรรมไม่ถูกจำกัดแค่มหาวิทยาลัย แต่จะนำไปใช้จริงในพื้นที่เป้าหมาย ดังนี้
1.ป่าไม้ ใช้ Nature Intelligence และ AI ในการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ
2.ทะเล ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Blue Economy และการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลระดับนวัตกรรม
3.เมือง และชุมชน พัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย และการแพทย์ทางไกล
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยังรวมถึงการใช้แนวคิด One Health เพื่อเชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือวิกฤติโรคอุบัติใหม่ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ไทยก้าวเป็น New SEA Hub for Deep Tech ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างสง่างาม และยั่งยืนบนฐานรากของวิทยาศาสตร์ และธรรมชาติ
“ทรานส์ฟอร์มไทย” โฟกัส 3 เรื่องใหญ่
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในหัวข้อ “Transforming Thailand into a Global MedTech and Bio-Hub” ว่า กระทรวงสาธารณสุขพร้อมขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มประเทศไทยเป็น Global MedTech และ Bio-Hub โดย 1 ใน 7 เสาหลักสาธารณสุขไทย คือ นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ
สำหรับการทรานส์ฟอร์มประเทศไทยจะมุ่งเน้นโฟกัส 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย
1.Robotic & Medical Al นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมรูปแบบการรักษาด้วย AI และหุ่นยนต์การแพทย์ เพิ่มความแม่นยำ และประสิทธิภาพ
2.Medical Industry & ATMPs หนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย และนวัตกรรมขั้นสูง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการนำเข้า
3.Genomic & Precision Care ถอดรหัสพันธุกรรม ตรวจลึก รู้เร็ว รักษาตรงจุด เป็นเรื่องที่ภาครัฐ และสธ.พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ และผลักดันเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่แนวหน้าของโลก
ตั้งเป้าเป็นผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์
“การทรานส์ฟอร์มไทยแลนด์ เพราะรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมายให้ไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ แต่อนาคตต้องการเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีสุขภาพของโลก ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ ซึ่งจะเป็นความยั่งยืนของกระบวนการสาธารณสุข และจุดยืนประเทศไทยที่อยู่บนเวทีโลก จะเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” นายพัฒนา กล่าว
ขณะที่ สธ.วางวิสัยทัศน์ให้ไทยเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีสุขภาพ เนื่องจากภายใต้ปัจจัยเปลี่ยนโลกทั้งสังคมสูงวัย โรคอุบัติใหม่ โรคเดิมมีความสลับซับซ้อน และทุกคนอยากมีอายุยืนยาวขึ้นเป็นลองจิวิตี้ (Longevity)
รวมทั้งมีอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดคือ จีโนมิกส์&การแพทย์แม่นยำ (Genomics & Precision Medicine) , วัคซีน และผลิตภัณฑ์ชีววัตถุ (Vaccines & Biologics) , เซลล์ และยีนบำบัด (Cell & Gene Therapy) และชีววิทยาสังเคราะห์ และการค้นพบยาด้วยเอไอ (Synthetic Biology & Al Drug Discovery)
โดยปัจจุบันผู้เล่นสำคัญของโลกในเรื่องศูนย์กลางนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์ (Bio-Hub) มีทั้งสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร นี่คือ โอกาสที่ประเทศไทยจะเข้าแข่งขัน และก้าวไปเป็นผู้เล่นในระดับสากลเช่นกัน
ลุยลงทุนต่อเนื่องสร้าง Ecosystem
นายพัฒนา กล่าวว่า การลงทุนที่ต่อเนื่อง และยาวนาน จะทำให้ไทยไปสู่เมดเทค และไบโอฮับ ซึ่งนโยบายรัฐในเรื่องนี้มีความต่อเนื่องแน่นอนพร้อมขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนทั้งในเรื่องการวิจัย การทดลองทางคลินิก การค้า และการผลิต โดยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในการสร้างEcosystem เพื่อเพิ่มศักยภาพมากขึ้น
รวมทั้งอาจจะเป็นรูปแบบเทคนิคอลทรานส์เฟอร์ หรือร่วมลงทุน หรือร่วมวิจัย หรือร่วมผลิต ขึ้นอยู่กับความสนใจ และต้องการของผู้ประกอบการเอกชน ทั้งนี้ มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์โฟกัส 3 เรื่องข้างต้นคือ การแพทย์แม่นยำ และจีโนมิกส์, ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) และเอไอทางการแพทย์ (Medical AI)
มั่นใจจุดแข็งไทยพร้อมต่อยอด
นายพัฒนา กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น แต่มีจุดแข็งที่พร้อมต่อยอดสู่ Bio-Hub และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ การมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ทั้งนี้ ทำให้มีฐานข้อมูลบริการขนาดใหญ่ของประเทศ ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ครอบคลุมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง มีเครือข่ายบริการสุขภาพทั่วประเทศ เหล่านี้เป็นฐานสำคัญในการขยายเทคโนโลยีสุขภาพอย่างเท่าเทียม
รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านจีโนมิกส์ (Genomic Infrastructure) มีโครงการ Genomics Thailand ระดับประเทศ พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมของประชากรไทยรองรับการแพทย์แม่นยำในหลายกลุ่มโรคสำคัญ พร้อมที่จะต่อยอดเช่นเดียวกัน
ผลักดันเข้าสิทธิประโยชน์บัตรทอง
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ให้เข้าถึงประชาชน จะเป็นการดึงดูดการลงทุน และสร้างเศรษฐกิจสุขภาพไทย โดยมีแผนที่จะผลักดันให้นวัตกรรมที่ผ่านการวิจัย และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าไปอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง
ทั้งนี้ มีงบประมาณจากกองทุนบัตรทองรองรับจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาใหม่ โดยสู้กับโรคเพียงด้านเดียว ไม่ต้องสู้กับปัญหาด้านการเงิน
“ในฐานะที่ประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ก็จะผลักดันงบประมาณให้เกิดการใช้จริง ขับเคลื่อนนวัตกรรมเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อนักวิจัย และนักลงทุน” นายพัฒนากล่าว
ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน-เพิ่ม GDP
นายพัฒนา กล่าวว่า การทรานส์ฟอร์มประเทศไทยจาก Healthcare สู่ Health Economy ด้วยการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการแพทย์ (MEDTECH) และไบโอฮับ (BIO-HUB) คาดหวังผลลัพธ์ลดนำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง, สร้างอุตสาหกรรม และ Startup หน้าใหม่, ดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI), สร้างงานทักษะสูง (High-value Jobs) และเพิ่ม GDP จากการส่งออกนวัตกรรม
“คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาใหม่ของโลก พร้อมกับประเทศไทยไม่ใช่ผู้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ต้องก้าวเป็นผู้สร้างนวัตกรรมทันโลก”นายพัฒนา กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





