หันไปทางไหนดูเหมือนจะพบ “ความไม่ไว้วางใจ” ในทุกทิศทาง ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น ความปลอดภัย ไปจนกระทั่งเรื่องที่สลับซับซ้อน เช่น การทำงานอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ทั้งที่เราได้ยินได้เห็นโฆษณาเรื่องความโปร่งใสและเป็นธรรมอยู่เป็นประจำ
ถ้าว่าไปอย่างตรงไปตรงมาแล้ว องค์กรใดก็ตามที่สูญเสียความไว้วางใจที่สาธารณชนมีต่อองค์กรนั้น น้อยนักที่จะเกิดขึ้นจากพันธกิจที่กำหนดไว้ ส่วนใหญ่มาจากคนทำงานตามพันธกิจขององค์กรโดยปราศจากสมรรถนะการสร้างความไว้วางใจ (Trust-Building Competency)
ซึ่งหมายถึงความสามารถในการปฏิบัติ ตัดสินใจ สื่อสารและรับผิดชอบอย่างมีคุณธรรม โปร่งใสและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม เพื่อสร้างและรักษาความไว้วางใจจากผู้อื่นและสังคม
เราเชื่อกันว่า คนเป็นบัณฑิตน่าจะมีสมรรถนะนี้กันทั่วหน้า มาตรฐานอุดมศึกษากำหนดไว้อย่างหนักแน่นว่า การจะเป็นบัณฑิตได้ นอกจากจะต้องมีความรู้ มีทักษะการทำงานแล้ว ยังต้องมีคุณธรรม มีคุณลักษณะส่วนบุคคลที่น่าไว้วางใจ มีการปฏิญาณตนในการสำเร็จการศึกษาด้วยถ้อยคำที่รวมถึงการทำงานและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
แต่เราก็พบว่า ที่เชื่อกันมากับที่พบเห็นจริงๆ มักจะไม่ตรงกัน ตอนเล่าเรียนสอนกันมาว่า ต้องกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ที่พบเจอคือ เรื่องเดียวกัน บางคนทำแล้วผิด แต่บางคนที่มีอำนาจทำแล้วกลับบอกว่าถูกได้ เล่าเรียนกันมาว่า ความโปร่งใสในการทำงานสำคัญยิ่งนัก แต่การตัดสินใจสำคัญหลายเรื่องของคนที่สั่งสอนเรื่องความโปร่งใสก็ไม่อาจอธิบายได้อย่างกระจ่างชัด
หากมิได้ทำงานโดยตั้งใจให้เกิดการประพฤติมิชอบ แต่ตั้งใจจะทำงานตามพันธกิจให้ดีในวันนี้ นอกจากจะมีความรู้และทักษะในการสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นแล้ว คงต้องมีสมรรถนะในการสร้างความไว้วางใจพร้อมกันไปด้วย จากเดิมที่แค่ “เก่งงาน” ต่อมาก็เพิ่มกันว่า “ต้องเป็นคนดี” วันนี้ยังต้องเป็น “คนที่สังคมไว้วางใจ”
ถ้าอยากใช้ความเก่งไปทำงานใดให้ประสบความสำเร็จ โดยต้องเป็นความสำเร็จที่สังคมไว้วางใจได้นั้น ต้องมองดูงานที่กำลังทำอยู่ว่า พอมีอะไรบ้างที่จะกลายไปเป็นประโยชน์ของส่วนรวม ต้องมั่นใจว่าเรากำลังทำงานที่ถูกต้องสำหรับสังคมที่เราอยู่
ต้องมี Integrity ในเรื่องการงาน เพิ่มเติมจากแค่คิดว่างานไหน ๆ ที่มีรายได้ก็ได้ เก่งงาน เป็นคนดี แต่งานทั้งปวงที่ทำล้วนแต่เพื่อกำไรสูงสุดของบริษัท อาจไม่ใช่คนที่สังคมไว้วางใจ
การงานทั้งปวงที่ต้องมีการตัดสินใจ ต้องมั่นใจว่า นอกจากหลักการตามความรู้ในวิชาชีพแล้ว การตัดสินใจนั้นยังอยู่บนหลักการคุณธรรมและความมีเหตุผล ภายใต้บริบทของสังคมนั้นหรือไม่ ต้องมี Ethical Judgment
เก่ง AI เลยใช้ AI ช่วยคัดเลือกคนสมัครเรียนที่มีความน่าจะเป็นในการที่เรียนแล้วจะจบการศึกษาสูง ทั้งที่รู้อยู่ว่า ถ้าตั้งเงื่อนไขทำนองนี้ อัลกอริธึมจะไม่เปิดโอกาสให้คนด้อยโอกาสผ่านการคัดเลือกได้เลย
เลือกได้คนที่เก่งมากมาจากครอบครัวรวยมาก คนด้อยโอกาสเลยด้อยโอกาสในการเข้าเรียนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ชีวิต การตัดสินจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความรู้ และหลักฐาน แต่รวมไปถึงวิจารณญาณด้านจริยธรรม บริบทและความรับผิดชอบต่อสังคม
เมื่อตัดสินใจบนหลักการดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ยากที่จะอธิบายได้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา เพื่อให้ความโปร่งใสในการงานปรากฏอย่างชัดเจน ที่ต้องปกปิด บิดเบือน หรือตะแบงไปต่างๆ นานา มาจากการที่การตัดสินใจไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความรู้ หลักฐาน จริยธรรมและบริบทของสังคม ถ้างานที่ทำไม่มี Integrity ก็จะไม่มี Ethical Judgment และไม่มี Transparency
นอกจากทำสิ่งที่ถูกต้อง อย่างโปร่งใสและมีคุณธรรมแล้ว ยังต้องมีความกล้าหาญในการรักษาความถูกต้องอีกด้วย แต่ความกล้าหาญนั้นต้องไม่ทำลายตัวเองโดยไม่จำเป็น มี Moral Courage ไม่ได้หมายถึงพร้อมที่จะเอาหัวชนกำแพง
แต่หมายถึงความกล้ายืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง โดยใช้วิจารณญาณและความรอบคอบในการรับมือกับแรงกดดัน อำนาจและความเสี่ยง หาหนทางยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นในยามที่สิ่งที่ไม่ถูกต้องครองอำนาจ
แค่เก่งกับดี ไม่พอเสียแล้วในวันที่มีวิกฤติศรัทธาและความไว้วางใจของสังคม





