วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

Thailand to OECD : สร้าง Trust Capital ยกระดับโมเดลการเติบโตไทย

ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยรัฐบาลตั้งเป้าเป็นสมาชิกในปี 2571 เร็วขึ้นกว่าเป้าเดิม 3 ปี

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ แต่คือไทยเข้าใจ “คุณค่าที่แท้จริง” ของกระบวนการนี้อย่างไร

มิติที่ยังพูดถึงกันไม่มาก คือไทยจะใช้กระบวนการ OECD สร้าง “ทุนความเชื่อมั่น” หรือ Trust Capital ให้เศรษฐกิจได้มากเพียงใด เพราะสมาชิกภาพเป็นเพียงผลลัพธ์ แต่ความเชื่อมั่นคือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ไทยควรได้รับจากการปฏิรูปครั้งนี้

Trust Capital ปัจจัยการผลิตใหม่ของโลก

ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ แข่งขันกันเติบโตด้วยต้นทุนแรงงาน ราคาที่ดิน หรือการให้สิทธิประโยชน์ลงทุน สำหรับโลกยุคใหม่ ความได้เปรียบของประเทศเปลี่ยนไปจาก “ประเทศที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำสุด” สู่ “ประเทศที่ไว้ใจได้และคาดเดาได้”

เพราะกระแสการลงทุนสมัยใหม่ใช้เงินทุนและเทคโนโลยีสูง ห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับความมั่นคงประเทศ ยิ่งต้องอาศัยความเชื่อมั่นระยะยาวมากขึ้น

ความเชื่อมั่นระยะยาวจึงกลายเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ประเทศที่มีกติกาชัดเจน บังคับใช้กฎเกณฑ์อย่างเสมอภาค และดำเนินนโยบายที่คาดเดาได้ จะทำให้ธุรกิจกล้าลงทุนระยะยาว เพราะต้นทุนความเสี่ยงต่ำลง และสามารถดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และกิจกรรมที่มีผลิตภาพสูงได้มากกว่า

ในทางกลับกัน หากกฎเกณฑ์ไม่ทันสมัย การบังคับใช้ยังอาศัยดุลยพินิจ และทิศทางนโยบายไม่ชัดเจน ตลาดจะสะท้อนความเสี่ยงผ่านต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ระยะเวลาลงทุนที่สั้นลง และความสนใจลงทุนที่ลดลง

OECD ตัวช่วยสร้าง Trust Capital

อาการเศรษฐกิจไทยในวันนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาเชิงวัฏจักร ข้อมูล OECD ECOSCOPE ระบุว่าอัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยลดลงกว่าครึ่งจากเฉลี่ย 4.8% ในช่วงปี 2553-2558 เหลือ 2.1% ในช่วงปี 2558-2566

ขณะที่ดัชนี Product Market Regulation (PMR) ของไทยอยู่ที่ 2.4 สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 1.3 สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่กฎหมายและกฎระเบียบภาครัฐมีข้อจำกัดต่อการแข่งขัน การเข้าสู่ตลาด และการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนค่อนข้างมาก

ข้อมูลนี้ส่งสัญญาณชัดว่า โจทย์ไทยอยู่ที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านกติกาและสถาบันที่ไม่เอื้อให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการแข่งขัน การลงทุน และการโยกย้ายทรัพยากรไปสู่กิจกรรมที่มีผลิตภาพสูงขึ้นได้อย่างเต็มที่

กระบวนการ OECD จึงมีความหมายมากกว่าการปรับกฎหมายให้ผ่านการประเมินของคณะกรรมการด้านต่างๆ เพราะกระบวนการ accession กำหนดให้ประเทศผู้สมัครต้องทบทวนนโยบายและกติกาทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน 

สำหรับไทย กระบวนการนี้ครอบคลุมการประเมินเชิงลึกหลายด้าน ตั้งแต่การแข่งขัน การลงทุน ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ OECD จึงเป็นโอกาสสร้างทุนทางสถาบัน ที่ทำให้ภาคธุรกิจ ประชาชน และนักลงทุนเชื่อมั่นได้ว่า ประเทศนี้มีกติกาที่โปร่งใส คาดเดาได้ และบังคับใช้จริง

ใครจ่ายต้นทุนเปลี่ยนผ่านสู่ OECD

การสร้าง Trust Capital ให้เกิดขึ้นมีต้นทุนต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่เท่ากัน ธุรกิจใหญ่ที่มีระบบกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงใกล้มาตรฐานสากลอยู่แล้วอาจมีต้นทุนการปรับตัวตามแนวทาง Responsible Business Conduct (RBC) ของ OECD ไม่มาก

ขณะที่ SMEs จะเผชิญต้นทุนการปรับตัวสูงกว่าเพื่อยกระดับมาตรฐาน เช่น การจดทะเบียน ปรับระบบบัญชี ปรับมาตรฐานแรงงาน ลงทุนระบบดิจิทัล ปรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน

ธุรกิจที่เคยได้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ หรือการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากมาตรฐานด้านการแข่งขัน ความโปร่งใส การต่อต้านคอร์รัปชัน และการเปิดเผยข้อมูล ส่วนภาครัฐต้องลงทุนกับการเปลี่ยนผ่านเช่นกัน ทั้งการปรับแก้กฎหมายและกฎระเบียบ ยกระดับธรรมาภิบาล การบังคับใช้กฎหมาย และระบบดิจิทัลภาครัฐ

หากการยกระดับมาตรฐานต่างๆ เกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการช่วยเปลี่ยนผ่าน กระบวนการเข้า OECD อาจถูกมองเป็นภาระต้นทุน compliance ครั้งสำคัญ แต่หากออกแบบให้ดี กระบวนการนี้จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงตลาด เงินทุน และห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น

ขณะที่ธุรกิจไทยโดยรวมจะสามารถแข่งขันบนฐานผลิตภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น OECD จะเป็นการแลกต้นทุนระยะสั้นของการปฏิรูป กับผลตอบแทนระยะยาวจากผลิตภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถแข่งขันที่สูงขึ้น

ข้อเสนอเชิงนโยบายช่วยเปลี่ยนผ่าน

1. วัดความสำเร็จจากคุณภาพการปฏิรูป: ตัวชี้วัดสำคัญไม่ควรวัดจากวันที่ไทยได้รับสถานะสมาชิก OECD แต่ต้องวัดจากผลิตภาพที่สูงขึ้น กฎเกณฑ์ที่คาดเดาได้มากขึ้น ต้นทุนการทำธุรกิจที่ลดลง การแข่งขันที่เปิดกว้างขึ้น และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น

2. สร้าง OECD Transition Package ช่วยพา SMEs เข้าสู่กติกาใหม่: การยกระดับมาตรฐานต้องมาพร้อมการสนับสนุนด้านคำปรึกษา เงินทุน ทักษะ และเครื่องมือดิจิทัล เพื่อช่วยลดต้นทุนการปรับตัวของ SMEs โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพื่อทำให้ทุกธุรกิจ OECD-ready แต่ใช้แรงจูงใจและการสนับสนุนควบคู่กับการยกระดับมาตรฐาน เพื่อทำให้การอยู่ในระบบมีคุณค่ามากกว่าการอยู่นอกระบบ

3. ใช้ OECD เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการปฏิรูปกติกาทางเศรษฐกิจ: รัฐบาลควรใช้ OECD เป็นโอกาสเร่งการปฏิรูปด้านการแข่งขัน ความโปร่งใส การลดดุลพินิจ และคุณภาพกฎระเบียบ พร้อมสื่อสารแผนปฏิรูปและความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนคาดการณ์ทิศทางนโยบายได้ชัดเจนขึ้น

หากจุดหมายของไทยคือ การสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตจากผลิตภาพ นวัตกรรม และการลงทุนคุณภาพสูง OECD ควรถูกมองเป็นกระบวนการสร้าง Trust Capital ให้ประเทศ ไม่ใช่เพียงวาระแห่งชาติเพื่อให้ผ่านเกณฑ์สมาชิกภาพ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยจะเข้า OECD ได้หรือไม่ แต่คือ ไทยจะเปลี่ยนทุนความเชื่อมั่นให้เป็นพลังการเติบโตทางเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด