ข่าวอื้อฉาวในสังคมเศรษฐกิจการเมืองในปัจจุบันคงไม่เกินข่าวคดีทุจริตต่าง ๆ ซึ่งเกิดภายใต้การกำกับของ “กระทรวงมหาดไทย” ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐบาลปัจจุบัน ข่าวทั้งหลายนี้นอกจากจะทำให้เราเสียภาพลักษณ์ในระดับสากล
และจะทำให้มีปัญหาในการสมัครเป็นสมาชิก OECD ตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ภาพลักษณ์” แต่เป็น “สาระ” ของการประเมิน OECD ด้วย
แต่ก่อนอื่นเรามาดูว่าอะไรทำให้รัฐบาลไทยต้องการนำประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์กร OECD รัฐบาลไทยประกาศเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ โดยมองประโยชน์หลัก 4 ประการ คือ
1) เพิ่มความน่าเชื่อถือของประเทศ (Country credibility) OECD เปรียบเสมือน “สโมสรของประเทศที่มีธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจแบบตลาด” การเป็นสมาชิกจะช่วยส่งสัญญาณแก่นักลงทุนว่า ไทยมีกฎหมาย มีเสถียรภาพ มีนโยบายที่คาดการณ์ได้ มีการกำกับดูแลที่มีมาตรฐาน ทั้งหมดนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุนระยะยาวได้ และจะทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อถือมากขึ้นในเวทีระดับโลก
2) เป็นแรงผลักดันการปฏิรูป หลายประเทศ เช่น โคลัมเบียและคอสตาริกาใช้การสมัคร OECD เป็น “แรงกดดันจากภายนอก” เพื่อปฏิรูประบบราชการในประเทศ เช่น ปรับกฎหมายแข่งขัน ปฏิรูประบบภาษี ปรับระบบราชการ ยกระดับธรรมาภิบาล
3) มีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานโลก OECD ไม่ใช่เพียงองค์กรวิจัยแต่เป็นเวทีที่กำหนดมาตรฐานด้านภาษีระหว่างประเทศ การกำกับดูแลดิจิทัลและ AI การศึกษา การแข่งขัน และนโยบายสิ่งแวดล้อม เมื่อได้เข้าเป็นสมาชิกแล้วไทยจะมีโอกาสร่วมออกแบบมาตรฐานเหล่านี้แทนที่จะเป็นเพียงผู้รับมาตรฐานมาใช้แต่เพียงอย่างเดียว
4) เข้าถึงองค์ความรู้และระบบการเปรียบเทียบเชิงนโยบาย เพราะ OECD มีฐานข้อมูลและการประเมินเชิงนโยบายที่ละเอียด ทั้งในด้านการศึกษา นวัตกรรม ผลิตภาพ ผู้สูงอายุ ตลาดแรงงาน ช่วยให้สมาชิกสามารถเปรียบเทียบตนเองกับประเทศอื่นอย่างเป็นระบบ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่การสอบผ่านเพียงด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นการประเมินว่าประเทศนั้นมี “ระบบสถาบัน (Institutional quality)” ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD หรือไม่
โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญประมาณ 25 คณะ ตรวจสอบกฎหมาย การปฏิบัติจริง และประสิทธิผลของการบังคับใช้ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ธรรมาภิบาล การแข่งขัน การลงทุน สิ่งแวดล้อม ภาษี การศึกษา ไปจนถึงการต่อต้านคอร์รัปชัน ทำให้ประเทศไทยต้องยกระดับสมรรถนะของรัฐบาลอย่างเร่งด่วน
สิ่งที่ OECD ประเมินคือ “ความสามารถของสถาบันในการจัดการปัญหา” มากกว่าระดับปัญหา สำหรับประเทศไทยยังมีคำถามใหญ่ 3 ข้อคือ
1.ประเทศไทย “พร้อม” หรือยัง รายงานล่าสุดปี 2569 OECD ประเมินประเทศไทยพบว่า ผลการปฏิบัติจริงยังห่างจากค่าเฉลี่ย OECD อยู่พอสมควรโดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล
2.รัฐบาลไทยกำลังใช้การสมัคร OECD เป็นเครื่องมือบังคับให้ประเทศเราปฏิรูปใช่หรือไม่ ในข้อนี้ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
3.เราจะปฏิรูปจริงหรือไม่ ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ กฎหมาย แผนแม่บทค่อนข้างครบ
แต่สิ่งที่ขาดคือ ขีดความสามารถในการดำเนินการหรือ State capacity ถ้าเรื่องนี้เราไม่ปฏิรูปอย่างจริงจัง การเข้า OECD ก็อาจจะยากเพราะ OECD ประเมิน “คุณภาพของรัฐมากกว่าตัวเลขรายได้”
ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถยกระดับธรรมาภิบาลของรัฐได้ ต่อให้รายได้ต่อหัวของไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศสมาชิกก็ยังมีโอกาสได้รับการยอมรับ เพราะปัจจุบัน OECD ก็มีสมาชิกที่มีระดับรายได้และโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะประเทศที่มีรายได้สูง
ส่วนในเรื่องคอร์รัปชันประเทศสมาชิก OECD หลายประเทศก็มีคดีทุจริตเหมือนกัน แต่ความแตกต่างคือ เมื่อเกิดปัญหาระบบสามารถตรวจสอบและเอาผิดได้อย่างน่าเชื่อถือ เราจะเอาจริงกับเรื่องนี้แค่ไหน
กระบวนการภาคยานุวัติของ OECD ไม่ได้ประเมินเฉพาะ “ตัวบทกฎหมาย” แต่พิจารณาถึงการบังคับใช้จริงและผลลัพธ์ของสถาบันด้วย คำถามนี้ทำให้ OECD กลายเป็น “ตัวชี้วัด” ของคุณภาพรัฐมากกว่าจะเป็นเป้าหมายในตัวเอง
รายงานล่าสุดของ OECD ระบุว่า ไทยมีกรอบกฎหมายค่อนข้างครบ แต่เมื่อวัด “การปฏิบัติจริง” ไทยทำได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างมาก โดยด้านการปฏิบัติผ่านเกณฑ์เพียงร้อยละ 11 เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ร้อยละ 45 ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างกฎหมายกับการบังคับใช้
กรณีข่าวฉาวในกระทรวงมหาดไทยที่กล่าวมาแล้วเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติที่ต้องมีก่อนเข้าเป็นสมาชิกเกือบทั้งหมด กล่าวคือ 1) การโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะ OECD ต้องการเห็นว่าข้าราชการได้รับการแต่งตั้งจากความสามารถไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางการเมือง
2) การซื้อขายตำแหน่งราชการกลายเป็น “สินค้า” OECD ถือว่าเป็นปัญหาของ Integrity ของรัฐ 3) การโกงข้อสอบ ถ้าข้าราชการเข้าสู่ระบบด้วยการซื้อข้อสอบ คุณภาพราชการทั้งระบบจะต่ำและมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ เพราะคนดีเสียกำลังใจ
4) ปัญหาที่ดินทับซ้อนเรื่องนี้สะท้อนความชัดเจนของสิทธิในทรัพย์สิน การบริหารข้อมูลที่ดิน ความสามารถของความโปร่งใส ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Investment climate, Land governance, Regulatory quality นักลงทุนต่างชาติสนใจเรื่องนี้มาก
5) การบังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม ถ้าคดีของพรรคพวกเราไม่คืบหน้าแต่คดีของพวกเขาหรือพวกคนตัวเล็กตัวน้อยถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว OECD จะมองว่ารัฐยังอ่อนด้านความยุติธรรม
สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งทำเพื่อเข้า OECD คือ ปฏิรูประบบราชการให้ยึดหลักคุณธรรม ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายโปร่งใส ยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันจาก “มีกฎหมาย” ไปสู่ “บังคับใช้จริง” ปฏิรูประบบกำกับดูแลที่ดินและที่ทำกินอย่างเป็นธรรม
ไม่มีประโยชน์ซ้อนทับ ลดการแทรกแซงทางการเมืองต่อระบบราชการ เพิ่มประสิทธิภาพและเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม ยกระดับคุณภาพกฎระเบียบ (Regulatory quality) พัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐและรัฐบาลดิจิทัล
แทบทั้งหมดเป็นเรื่อง “สมรรถนะของรัฐ (State capacity)” มากกว่าเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่คือ “รัฐมีแรงเฉื่อย (Inertia)” และขีดความสามารถในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายต่ำ เราจะต้องมี “โครงการปฏิรูปรัฐ (State transformation project)”
หากไทยไม่ยกระดับธรรมาภิบาล ความเป็นมืออาชีพของระบบราชการ และความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกก็จะเผชิญอุปสรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้เศรษฐกิจมหภาคจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเพียงใดก็ตาม
ขอเป็นกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี สู้ๆ จัดการหนอนที่เดินอยู่ยั้วเยี้ยในกระทรวงมหาดไทยให้สิ้นซาก พาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติธรรมาภิบาลของรัฐให้ได้



