ในอดีต เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องซักผ้า แอร์ หรือ รถยนต์ ที่ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น (จำได้ว่าซื้อทีวีที่มีรีโมตเครื่องแรกเพราะไม่อยากจะลุกขึ้นเพื่อเดินไปเปลี่ยนช่อง)
แต่ในปัจจุบันหลายท่านยอมตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปวิ่ง ยอมเสียเงินเข้ายิมเพื่อยกของหนัก แสดงให้เห็นถึงนิยามของชีวิตที่ดีที่เปลี่ยนไป ซึ่งนี้ไม่ใช่แค่กระแสการออกกำลังกาย แต่เป็นวิธีที่เราใช้เงิน ใช้เวลา และนิยามคำว่าชีวิตที่ดี ที่แต่ละยุคนิยามดังกล่าวไม่เหมือนกัน
บทความของ Korn Ferry ได้ย้อนไปดูว่าในแต่ละทศวรรษ ผู้คนใช้เวลาและเงินไปกับกิจกรรมอะไรบ้าง ยุค 1980s เป็นช่วงที่การบริโภคเฟื่องฟู ห้างสรรพสินค้ากลายเป็นพื้นที่ทางสังคม อุปกรณ์ความบันเทิงภายในบ้านเพิ่มขึ้น ยุค 1990s คนเริ่มดูภาพยนตร์ที่บ้านผ่านผู้ให้บริการใหม่ๆ และใช้จ่ายกับอุปกรณ์กีฬาและการออกกำลังกายมากขึ้น
ยุค 2000s เทคโนโลยีดิจิทัล อินเทอร์เน็ต เกม และสื่อสังคมกลายเป็นความบันเทิงหลักในชีวิต ยุค 2010s เป็นยุคของการสตรีมมิง การรับประทานอาหารนอกบ้าน โฮมสเตย์ ส่วนล่าสุด ยุค 2020s สุขภาพ การออกกำลังกาย และกิจกรรมที่มีความหมายต่อชีวิตเริ่มมีบทบาทมากขึ้น
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ว่าแฟชั่นของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไร ที่น่าสนใจกว่าคือแต่ละยุคคนใช้เงิน ใช้เวลา และให้นิยามของชีวิตที่ดีว่าอย่างไร?
เมื่อชีวิตยังเต็มไปด้วยความไม่สะดวก คนจึงให้คุณค่ากับสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น เมื่อสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกกลายเป็นเรื่องธรรมดา ผู้คนก็เริ่มให้ความสำคัญกับความสนุก ความแปลกใหม่ และประสบการณ์
เมื่อประสบการณ์ต่างๆ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นอีก คนก็ไม่ได้ต้องการเพียงไปทำอะไรสักอย่าง แต่เริ่มถามว่าทำไปทำไม จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไร กระแสการออกกำลังกายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนจากการซื้อสิ่งที่ทำให้ชีวิตสบาย ไปสู่ การลงทุนกับคนที่เราอยากเป็น
คำถามต่อมาคือในอนาคตคนจะใช้เงิน ใช้เวลาและให้คำนิยามกับชีวิตที่ดีว่าอย่างไร? ถ้าดูจากแนวโน้มปัจจุบันก็พอจะมองเห็นแนวโน้มอยู่สองเรื่อง คือ 1.Longivity เป็นการขยายคำถามจากทำอย่างไรให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นไปสู่ทำอย่างไรให้เรามีชีวิตที่ดีได้ยาวนานขึ้น
แนวคิดเรื่อง Healthspan หรือ ช่วงชีวิตที่ยังมีสุขภาพและความสามารถในการดำเนินชีวิตที่ดี ใช้ชีวิตกับผู้อื่นได้อย่างมีคุณภาพ กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น แตกต่างจาก Lifespan ซึ่งเน้นว่าเรามีชีวิตอยู่กี่ปี
2.การเลือกที่จะไม่ตอบสนองต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา หรือ อีกนัยหนึ่งคือ ความสงบและความนิ่ง เพราะปัจจุบันคนถูกโลกเรียกร้องความสนใจอย่างต่อเนื่อง ต้องตามข่าว ตามข้อความ ตามดราม่า ตามเทรนด์ และตามชีวิตของคนอื่น แม้ในช่วงที่ไม่ได้ทำงาน เราก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองได้หยุดจริงๆ
ดังนั้น หลังจากยุคที่คนพยายามพัฒนาตัวเองให้เร็วขึ้น แข็งแรงขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้น กระแสอีกด้านหนึ่งอาจเป็นความต้องการที่กลับมาอยู่กับชีวิตของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเต้นตามกระแส ไม่ต้องตัดสินใจ ไม่ต้องแสดงตัวตน ไม่ต้องเปรียบเทียบและไม่ต้องรีบตอบสนอง
ลองนึกถึงประสบการณ์เกี่ยวกับความสงบและความนิ่ง ไม่ว่าจะนั่งนิ่งๆ ดูซีรีส์โดยไม่เล่นมือถือ การท่องเที่ยวแบบ Slow Life ที่ไม่ต้องตื่นและกินตามเวลาที่กำหนด การเข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ต้องแสดงตัวตน ไม่ต้องถ่ายรูป ไม่ต้องโพสต์ ไม่ต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า หรือ ไม่ต้องผลิตคอนเทนต์
ไม่ได้หมายความคนต้องการอยู่คนเดียวเสมอไป แต่ต้องการมีสิทธิ์เลือกว่าจะเชื่อมต่อกับโลกเมื่อใด และจะปลีกตัวออกมาเมื่อใด และนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Quiet Experience Economy ประสบการณ์ที่ ไม่เร่ง ไม่รบกวน ไม่บังคับให้มีส่วนร่วม ไม่ทำให้รู้สึกว่าพลาดอะไรและไม่จำเป็นต้องนำไปโพสต์ให้ใครเห็น
จากเดิม Experience Economy ในระยะแรกมักแข่งขันกันสร้างความตื่นเต้น ความแปลกใหม่ และสิ่งที่ถ่ายรูปแล้วอยากแชร์
บางทีความหรูหราในอนาคตอาจไม่ใช่การได้ทำกิจกรรมมากขึ้น แต่อาจเป็นการได้นอนเต็มที่ มีเวลาที่ไม่ต้องเร่งรีบ หรือมีพื้นที่ที่เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใคร ทั้งหมดนี้บทเรียนที่สำคัญคือ ธุรกิจอาจต้องหยุดถามเพียงว่าลูกค้าต้องการซื้ออะไร? แล้วเริ่มถามว่า ลูกค้ากำลังพยายามสร้างชีวิตแบบไหนให้กับตัวเอง? นิยามชีวิตที่ดีของลูกค้าคืออะไร?


