วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2569

Login
Login

มาตรการ “แก้จน” ต้องตอบโจทย์ “เศรษฐกิจเนื้อแท้” ของสังคมไทย

ปัจจุบันรัฐบาลไทยมีเครื่องมืออุดหนุนเพื่อประคองประชาชนให้พ้นจาก “เส้นความยากจน” หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น

ท่ามกลางแนวคิดใหม่ๆ แนวคิด Negative Income Tax (NIT) ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการ “แจกเงิน” แบบดั้งเดิม มาเป็นการโอนเงินอุดหนุนผ่านระบบภาษีอย่างมีหลักการ เพื่อเติมรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยพ้นขีดความยากจนอย่างตรงจุด

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึง “เศรษฐกิจเนื้อแท้” ของบริบทไทย การนำ NIT มาใช้อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด และจำเป็นต้องมองให้รอบด้านในหลายมิติ  มาตรการช่วยเหลือในอดีตมุ่งเน้นการ “เยียวยา” เพื่อประคองชีพ แต่ NIT ซับซ้อนกว่านั้น เพราะมีอีกวัตถุประสงค์คือ “การกระตุ้นให้คนขยันทำงาน” เมื่อโจทย์เพิ่มขึ้น คำถามใหญ่คือจะคัดกรองอย่างไร?

หากนำ NIT มาใช้ร่วมกับเกณฑ์บัตรคนจนเดิม ก็จะติดหล่มปัญหาเดิม ๆ คือ ข้อมูลแยกส่วน ทำให้คนจนจริงตกหล่น แต่คนจนเทียมกลับสวมสิทธิ์ แต่หากรัฐบาลเลือก “เพิ่มเกณฑ์ใหม่” เพื่อสกัดคนทำงานที่เดิมทีอยู่นอกระบบภาษีแต่มีรายได้มาก ก็จะยิ่งสร้างต้นทุนทางธุรการ เพิ่มภาระ และสร้างความสับสนว่าระบบสวัสดิการไทยกำลังซ้ำซ้อนยิ่งกว่าเดิมหรือไม่

ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก รายได้ส่วนใหญ่ไม่มีการบันทึก เช่น พ่อค้าแม่ค้าเงินสด หรืออาชีพอิสระรับเงินหลายทาง รัฐบาลจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวเลขที่ประชาชนแจ้งมานั้นคือ รายได้ที่แท้จริง?

ตามธรรมชาติ มนุษย์ย่อมตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเพื่อประโยชน์สูงสุด เช่น สมมติว่าเกณฑ์กำหนดให้รายได้แตะ 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด คำนวณออกมาเป็น 6,000 บาท (30,000 x 20%) และเงินอุดหนุนจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อมีรายได้สูงขึ้น

เช่น หากมีรายได้ 40,000 บาท เงินอุดหนุนจะเหลือเพียง 4,800 บาท [30,000 x 20% - (40,000-30,000) x 12%] พฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นคือ การจงใจแจ้งรายได้ที่ 30,000 บาทพอดี เพื่อตักตวงสิทธิประโยชน์สูงสุด ซึ่งในความเป็นจริงอาจมีรายได้สูงกว่านั้นแต่ซุกซ่อนไว้นอกระบบภาษี

หากถอดบทเรียนจากต่างประเทศ ประเทศไทย “พร้อม” แล้วหรือยัง? ในต่างประเทศ ไม่มีรัฐบาลไหนใช้ NIT ตามทฤษฎี 100% แต่จะเป็นการประยุกต์ใช้

เช่น ในรูปของ Earned Income Tax Credit (EITC) ในสหรัฐฯ ซึ่งประสบความสำเร็จได้เพราะประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในระบบภาษีอยู่แล้ว โดยมีแรงงานนอกระบบต่ำมาก (สวีเดนมีเพียง 3% ส่วนกลุ่มประเทศ OECD เฉลี่ยอยู่ที่ 16%)

หันกลับมามองประเทศไทย เรามีแรงงานนอกระบบสูงถึง 52.4% หรือราว 20.9 ล้านคน หากฝืนเข็น NIT ออกมาบังคับใช้ทันทีโดยไม่ปรับโครงสร้างรองรับ จะเป็นการยากมากที่รัฐจะตรวจสอบรายได้ของคนกว่า 20 ล้านคน สุดท้าย NIT จะกลายเป็นเพียงมาตรการที่ซ้ำซ้อนกับบัตรคนจน และทลายเสถียรภาพทางการคลังในที่สุด

หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนนโยบาย NIT ให้สำเร็จได้อย่างแท้จริง คือ การวางรากฐานความโปร่งใสของระบบข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยมาตรการเสริมอย่างน้อย 3 ด้านควบคู่กัน

เริ่มต้นจาก Micro-income Declaration หรือการยื่นแสดงรายได้ขนาดเล็กที่เข้าถึงง่าย ปรับเปลี่ยนขั้นตอนอันยุ่งยากมาสู่ระบบดิจิทัลที่กลมกลืนกับวิถีชีวิต 

ด้านต่อมาคือ Micro-credit หรือการใช้สิทธิ์สินเชื่อเป็นสิ่งจูงใจระยะยาว ซึ่งมีการทำไปบ้างแล้วและสามารถขยายให้กว้างขึ้น โดยรัฐต้องเปลี่ยนมุมมองจากการให้เงินสดอุดหนุนระยะสั้น มาเป็นการใช้ฐานข้อมูลการยื่นภาษี NIT เป็นเครดิตการันตี เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารในระบบได้ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการแจ้งรายได้ตามจริงมีมูลค่าและความคุ้มค่ามากกว่าการโกหกตัวเลขเพื่อแลกเงินอุดหนุนไม่กี่พันบาท

ด้านสุดท้ายคือ Consolidation หรือการควบรวมงบประมาณโดยไม่สร้างหนี้เพิ่ม ท่ามกลางภาวะงบประมาณตึงตัว รัฐต้องยุติการจ่ายเงินเยียวยาที่ซ้ำซ้อน แล้วนำงบประมาณ มารวมศูนย์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดย NIT จะควบรวมเฉพาะงบเงินโอนช่วยเหลือรายได้ที่ทับซ้อนกันเท่านั้น

ส่วนสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่พัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น สิทธิบัตรทอง 30 บาท หรือสิทธิเรียนฟรี ต้องคงไว้ตามเดิม

การแก้ปัญหาความยากจนในสังคมไทยด้วย NIT จะไม่ใช่ “ยาวิเศษ” หากรัฐบาลมองข้ามโครงสร้างเศรษฐกิจเนื้อแท้ การเตรียมความพร้อมเรื่องฐานข้อมูลดิจิทัล การสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบ และการรวบรวมงบประมาณสวัสดิการให้เป็นเอกภาพ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดก่อนที่ NIT จะสามารถใช้งานได้จริงในประเทศไทย