คลังเล็งรื้อใหญ่ระบบสวัสดิการ! จ่อคลอดระบบภาษีติดลบ (NIT) ภายใน 2 ปี ปรับเกณฑ์จ่ายเงิน "บัตรคนจน-เบี้ยผู้สูงอายุ" เน้นช่วยแบบพุ่งเป้าตามรายได้จริง
กระทรวงการคลัง เตรียมปฏิวัติระบบสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหญ่ เล็งนำระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้จริงภายใน 2 ปีนี้ มุ่งเป้าแจกเงินช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าตามความเดือดร้อนจริง ใครรายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับเงินอุดหนุน เล็งปรับเงื่อนไข "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" และ "เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ" ลดความซ้ำซ้อน ประหยัดงบประมาณประเทศ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังเร่งผลักดันการจัดระเบียบระบบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายหลักคือการนำ ระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax: NIT) มาใช้ให้เกิดผลสำเร็จภายใน 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาการจ่ายสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน และเปลี่ยนผ่านจากการแจกเงินแบบครอบจักรวาล ไปสู่การให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted) ตามฐานข้อมูลความเดือดร้อนจริงของประชาชนแต่ละบุคคล
หลักการสำคัญของระบบ NIT
"รายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการจากรัฐ"
ส่องแนวคิด NIT สวัสดิการรูปแบบใหม่ ใครได้ประโยชน์?
การปรับมาใช้ระบบ NIT จะทำให้รัฐบาลเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายสวัสดิการ จากเดิมที่เคยจ่ายเท่ากันทุกคน (เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600-1,000 บาท ตามขั้นบันได) มาเป็นการออกแบบแพ็กเกจช่วยเหลือให้ตรงกับโปรไฟล์ความเดือดร้อนเฉพาะบุคคล โดยแบ่งกลุ่มผู้รับความช่วยเหลือ ดังนี้:
- กลุ่มเปราะบางที่สุด (ยากจนที่สุด) ยังคงใช้ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เป็นเครื่องมือหลักในการดูแล
- กลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น ผู้พิการ, ผู้ป่วยเรื้อรัง, หรือผู้ที่มีภาระต้องเลี้ยงดูบุพการีและบุตร จะได้รับเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายจริง
- กลุ่มที่ได้รับการดูแลจากครอบครัวอยู่แล้ว หากตรวจสอบพบว่าไม่ได้ลำบากจริง รัฐจะคัดกรองออกเพื่อนำงบประมาณไปช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนกว่า
สำหรับการเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน กระทรวงการคลังได้ขยายการเชื่อมโยงข้อมูลจากเดิม 20 แหล่ง เพิ่มขึ้นเป็น 40 แหล่งข้อมูล ทำให้เห็นภาพรวมชัดเจนว่าประชาชน 1 คน ได้รับสิทธิประโยชน์อะไรจากรัฐไปแล้วบ้าง (เช่น เป็นข้าราชการบำนาญที่มีสิทธิเบิกค่ารักษา หรือเป็นผู้สูงอายุที่เดี่ยวโยงกับเบี้ยความพิการ)
นอกจากนี้ การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ที่เริ่มมีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Data Cleansing เพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบ
คลังยัน ระบบพร้อมรองรับ 20-30 ล้านคน
นายลวรณ กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยีของกระทรวงการคลังในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับการยื่นแบบภาษีและการคัดกรองคนจำนวน 20-30 ล้านคนได้อย่างแน่นอน โดยตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นระบบ Real-time
ตัวอย่างเช่น
หากมีประชาชนตกงานในเดือนสิงหาคม ระบบฐานข้อมูลต้องรับทราบทันทีและดึงเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้เลย โดยไม่ต้องรอรอบการยื่นภาษีประจำปีในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
ในอนาคต ประชาชนจะสามารถยื่นภาษีและรับสวัสดิการแห่งรัฐได้ง่ายๆ เพียงการ "กดปุ่มเดียวผ่านแอปพลิเคชัน" เพื่อยืนยันข้อมูลที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนและสถานะที่แท้จริงของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรายได้, อาชีพ, ภาระครอบครัว หรือปัญหาสุขภาพ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือทางการเงินได้อย่างตรงจุดที่สุด

