วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Data Center: เราต้องประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อนสายเกินแก้

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องยนต์หลักหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค Data Center ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกประเทศทั่วโลก

รวมถึงประเทศไทยต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อดึงดูดเม็ดเงินมาลงทุนในประเทศ แต่ภายใต้ความเร่งด่วนนี้ มีราคาที่ต้องจ่ายซ่อนอยู่ 

Data Center ขนาดใหญ่ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล และต้องการน้ำในปริมาณมากเพื่อระบายความร้อน ฯลฯ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนรอบข้าง

คำถามคือ เราจะเดินหน้าอย่างไรให้เร็วพอที่จะชนะในเวทีโลก แต่ไม่ทำลายฐานทรัพยากรและสังคมของตัวเองจนซ่อมแซมไม่ได้ คำตอบอยู่ที่ SEA (Strategic Environmental Assessment) หรือ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ มาใช้

Data Center: เราต้องประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อนสายเกินแก้

SEA คืออะไร ใช้งานได้อย่างไร

การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในการศึกษาแบบ Prevention than Cure หรือ ‘กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วแก้ไม่ทัน’ เพื่อให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development, SD ที่ต้องประกอบด้วย 3 ขา อันได้แก่ สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ที่มีน้ำหนักในการพิจารณาเท่าๆ กัน

หลักการในการทำ SEA นั้นมองได้ใน 2 รูปแบบ คือ

รูปแบบที่ 1 พิจารณาว่าต้องทำ SEA หรือไม่ โดยพิจารณาจาก ขนาดพื้นที่ (area) นโยบายหรือโครงการยักษ์ใดก็ตามที่กินพื้นที่กว้างขวาง เช่น โครงการขุดหาแร่หายาก (rare earth) ทั่วประเทศ หรือโครงการแลนด์บริดจ์  สาขา (sector) เช่น พลังงาน การขนส่ง การเกษตรกรรม ฯลฯ

และ ประเด็น (issue) เช่น data center (หัวข้อย่อยของสาขาพลังงาน) ขยะอันตราย เศรษฐกิจหมุนเวียน ยานพาหนะไฟฟ้า EV ฯลฯ ถ้ามีผลกระทบมาก ไม่ว่าจะเป็นขาใดขาหนึ่ง ก็ต้องทำ SEA ก่อน (รูปประกอบ)

Data Center: เราต้องประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อนสายเกินแก้

รูปแบบที่ 2 มองในเชิงการบริหารสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบได้มาก ไม่ว่าจะเป็นขาใดขาหนึ่งในทั้ง 3 ขานี้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

1.Policy (ระดับนโยบาย) ต้องทำ SEA 2.Plan (ระดับแผน) ต้องทำ SEA 3.Programme (ระดับแผนงาน) ต้องทำ SEA 4.Project (ระดับโครงการ) ทำแค่ EIA/EHIA! (ทั้งนี้ให้สังเกตว่าเฉพาะ 3 P แรกเท่านั้นที่ต้องทำ SEA)

Data Center มีผลกระทบ 3 ขา มากจนต้องทำ SEA ในเชิงประเด็น (issue)

Data Center สามารถส่งผลกระทบได้มากทั้ง 3 ขาและในวงกว้างด้วย จึงควรต้องทำ SEA ในเชิงประเด็นก่อน เพื่อวางทิศทางของประเทศว่าควรจะตั้ง Data Centers ที่ไหน มีสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างไร ซึ่งโดยปกติกระบวนการนี้จะใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี

แต่เนื่องจากความเร่งด่วนอันเนื่องมาจากการแข่งขันรุนแรงกับต่างประเทศ ผู้เขียนจึงเห็นว่าในกรณียกเว้นเช่นนี้ไทยเราจึงยังไม่ควรทำ SEA ลงลึกระดับ P1 (นโยบาย) และ P2 (แผน) ที่จะกินเวลามากกว่าหนึ่งปี ระยะเวลานั้นยาวนานเกินไป ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญโดยเฉพาะในขาเศรษฐกิจ ที่สำคัญไม่แพ้ขาสังคมและขาสิ่งแวดล้อม

ขยับ SEA ลงสู่ระดับ Programme เพื่อความเร็วที่ยังคงมีความรอบคอบ

เพื่อตอบโจทย์ทั้งความเร็ว ควบคู่ไปกับการป้องกันผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ บทความนี้จึงขอเสนอทางสายกลาง โดยการทำ SEA ในระดับที่ 3 คือเพียง Programme (แผนงาน) ที่ก็ยังใหญ่ ลงรายละเอียด และสำคัญกว่าระดับ Project

เนื่องจาก Data Center จะไม่เกิดขึ้นแค่จุดเดียว แต่จะกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ผลกระทบสะสม (cumulative impacts) ทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจึงอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก การประเมินในระดับแผนงาน (Programme) จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของแหล่งน้ำ แหล่งพลังงานและชุมชนในทุกพื้นที่ที่จะมี Data Center

 

ยอมเสียเวลา 9 เดือน ดีกว่าเสียใจไปตลอดกาล

การขยับลงมาทำ SEA ในระดับ Programme หรือ Mega-Project จะช่วยย่นระยะเวลาการศึกษาลงมาเหลือเพียงประมาณ 9 เดือน ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่สั้นลงมาก และเอื้อต่อการทำงานของภาคบริหารรัฐได้

สารถึงนักการเมือง “ราคาของการแก้” แพงกว่า “ราคาของการป้องกัน” เสมอ

สำหรับนักการเมืองหรือผู้บริหารประเทศ ระยะเวลา 9 เดือนอาจจะดูยาวนานในสายตาของผู้ที่ต้องการเห็นผลงานที่รวดเร็ว แต่เราจำเป็นต้องมองความจริงอีกด้านหนึ่งว่า หากเราละเลยขั้นตอนการประเมินยุทธศาสตร์นี้ แล้วปล่อยให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมขึ้นมาในอนาคต เช่น วิกฤติแย่งชิงน้ำกับภาคเกษตรกรรม หรือไฟฟ้าดับในวงกว้าง

ผลกระทบเหล่านั้นอาจจะทำให้เกิดการลุกฮือของภาคประชาชน จนโครงการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถเยียวยาหรือแก้ไขผลกระทบได้เลย (irreversible damage)

ดังเช่นที่รัฐนิวยอร์ก ที่ผู้ว่าการรัฐได้ประกาศระงับการก่อสร้างดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ทุกโครงการ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีเพื่อหามาตรการที่เข้มงวดและดูแลผลกระทบได้อย่างแท้จริงก่อน

 บทสรุป ก้าวที่มั่นคงย่อมไปได้ไกลกว่า

การทำ SEA ระดับ Programme ในเวลา 9 เดือน ไม่ใช่การเบรกหรือขัดขวางการพัฒนาประเทศ หากแต่เป็นการติดเรดาร์ตั้งทิศให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ AI ของไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินลงทุนนับแสนล้านที่จะเข้ามา จะเข้ามาสร้างความมั่นคงมั่งคั่งอย่างแท้จริง โดยไม่ทิ้งมลพิษ ความแห้งแล้ง หรือความขัดแย้ง รวมทั้งความเหลื่อมล้ำไว้เบื้องหลัง

การเสียเวลาไม่ถึงปีในวันนี้ คือการการันตีว่า Data Center ของไทยจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและสมศักดิ์ศรีบนเวทีโลกอย่างแท้จริง