เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์และรถส่วนบุคคลที่จอดขวางทางรถไฟบริเวณจุดตัดแยกอโศก-ดินแดง มีผู้เสียชีวิต 8 รายและบาดเจ็บกว่า 30 คน
ผู้คนต่างวิเคราะห์ว่าปัญหามาจากพฤติกรรมของคนขับรถที่ไม่เคารพกฎจราจร อุปกรณ์กั้นรถของการรถไฟไม่ดีพอ หรือเจ้าหน้าที่การรถไฟใช้สารเสพติดในขณะปฏิบัติงาน ฯลฯ จึงต้องไปจัดระบบจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับถนนให้ปลอดภัยขึ้น ทั่วทั้งกรุงเทพ
การแก้ปัญหาเช่นว่านั้น ทำอย่างไรก็ยังไม่ปลอดภัยพอ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อบกพร่องเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว แต่มาจากจำนวนรถที่มากเกินความจุของถนนในกทม.
กล่าวคือ ตราบใดที่จำนวนรถยังมากเกิน การจะควบคุมพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนให้เคารพกฎจราจรย่อมไม่มีวันที่จะเกิดผลสัมฤทธิ์
กรุงเทพมหานครกับปัญหาการจราจรติดขัดเป็นของคู่กันที่คนเมืองต่างเผชิญจนชินชา แต่หากมองลึกลงไปถึงรากของปัญหานี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของวินัยจราจรหรืออุบัติเหตุบนท้องถนนชั่วคราว
หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนอย่างเด่นชัดว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ กำลังแบกรับจำนวนยานพาหนะที่มากเกินกว่าขีดความสามารถที่โครงสร้างพื้นฐานของเมืองจะรองรับได้
โครงสร้างที่ขาดแคลน: พื้นที่ถนนไทยต่ำกว่ามาตรฐานโลก
ดร.พนิต ภู่จินดา ประธานมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย ได้ให้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่น่าตกใจเกี่ยวกับสัดส่วนพื้นที่ถนนในเมืองใหญ่ทั่วโลก
โดยปกติแล้วเมืองหลวงหรือมหานครชั้นนำ เพื่อให้การคมนาคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะมีสัดส่วนพื้นที่ถนนคิดเป็นประมาณ 15 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เมืองทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ในเขตพื้นที่ชั้นในของมหานครนิวยอร์กมีสัดส่วนถนนสูงถึง 38% และกรุงโตเกียวมีอยู่ 23%
เมื่อหันกลับมามองกรุงเทพมหานคร ตัวเลขกลับสวนทางอย่างน่าใจหาย พื้นที่ถนนที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อนับรวมถนนในซอยด้วยแล้ว มีต่ำมากจนน่าตกใจ คือเพียง 3.24% เท่านั้น
และต่อให้เรานับรวมพื้นที่ถนนทั้งหมดที่ไม่อยู่ในความดูแลของ กทม. เช่น ถนนของกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เข้ามาด้วย
ตัวเลขรวมจะขยับขึ้นมาเล็กน้อย อยู่ที่เพียง 7-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยขั้นต่ำของโลกอย่างมาก ยืนยันว่าเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดใหญ่ในการระบายรถของกรุงเทพฯ นั้นตีบตันตั้งแต่ต้นด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่
การเติบโตแบบก้าวกระโดด: รถยนต์ล้นเมือง
ในขณะที่พื้นที่ผิวจราจรของเมืองหยุดนิ่งและมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ปริมาณยานพาหนะกลับเติบโตอย่างไม่เคยหยุดยั้ง จากสถิติรถยนต์จดทะเบียนสะสมในเขตกรุงเทพมหานคร โดยกรมควบคุมมลพิษ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568) แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าสะพรึงกลัว
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2535 กรุงเทพฯ มีรถยนต์จดทะเบียนสะสมอยู่เพียงประมาณ 2 ล้านกว่าคัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 3 ทศวรรษ ตัวเลขดังกล่าวพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 12 ล้านคันหรือ 6 เท่าในปี พ.ศ. 2568
โดยประเภทของยานพาหนะที่ครองสัดส่วนมากที่สุดคือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (แถบสีเหลือง) และรถจักรยานยนต์ (แถบสีเทาเข้ม) ซึ่งสะท้อนความจำเป็นและค่านิยมในการพึ่งพายานพาหนะส่วนบุคคลของคนเมืองที่เพิ่มขึ้นทุกปี
นี่ยังไม่นับรวมจำนวนรถนอกพื้นที่กทม. ที่เข้ามาใช้พื้นที่ถนนในกทม.ด้วยซ้ำ หากนับรวมเข้าด้วยปัญหาจะยิ่งเลวร้ายกว่านี้เป็นทวีคูณ
เมื่อขีดจำกัดถูกทำลาย: ความหนาแน่นจราจรที่พุ่งสูงที่สุด
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขพื้นที่ถนนที่น้อยหรือตัวเลขจำนวนรถที่มากเพียงอย่างเดียว แต่คือ ผลลัพธ์เมื่อนำสองสิ่งนี้มาบรรจบกัน นั่นคือ ความหนาแน่นจราจร (Traffic Density) หรือจำนวนรถเมื่อเทียบกับพื้นที่ถนนที่มีอยู่จริง
เนื่องจากกรุงเทพฯ มีขนาดพื้นที่ถนนต่ำกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ เกือบเท่าตัว แต่กลับมีจำนวนยานพาหนะสะสมสูงถึง 12 ล้านคัน ส่งผลให้ค่าความหนาแน่นจราจรของกรุงเทพมหานครพุ่งสูงกว่าเมืองใหญ่ๆ ในโลก อย่างนิวยอร์กหรือโตเกียวอย่างมหาศาล รถจำนวนมากเกินนี้ต้องมาแย่งชิงพื้นที่วิ่งบนสัดส่วนถนนที่มีเพียง 7-8%
ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่รถติด แต่คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลต่อปี สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของประชากร และวิกฤติมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่มีแหล่งกำเนิดหลักมาจากไอเสียรถยนต์ ซึ่งกรมควบคุมมลพิษต้องคอยเฝ้าระวังอย่างหนักในทุกๆ ปี
ทางออกที่ต้องเปลี่ยนผ่าน
วิกฤติรถล้นเมืองของกรุงเทพฯ ได้เดินมาถึงจุดที่พิสูจน์แล้วว่า การสร้างถนนหรือทางด่วนเพิ่มไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนอีกต่อไป เพราะกายภาพของเมืองไม่มีพื้นที่เหลือพอให้ทำเช่นนั้น แม้จะเปลี่ยนรถยนต์ทุกคันเป็นรถไฟฟ้า (EV) แบบที่หลายคนกำลังผลักดัน ปัญหาที่กล่าวมาก็ยังคงอยู่ มิได้หายไปไหน (รูปประกอบ)
สิ่งที่กรุงเทพฯ ต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง ด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่าย และราคาเป็นมิตร
ควบคู่ไปกับการออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพ อันเป็นการเดินทางในระยะทางใกล้ เพียงประมาณ 2 กิโลเมตรใกล้บ้าน เพื่อไปตลาด ไปโรงเรียน ไปต่อรถ ฯลฯ
ทั้งนี้ก็เพื่อดึงคนออกจากรถส่วนบุคคล ลดความหนาแน่นบนท้องถนน ก่อนที่เมืองหลวงแห่งนี้จะกลายเป็นอัมพาตอย่างถาวรจากปริมาณรถที่เกินขีดความสามารถรองรับไปไกลแสนไกล
จึงถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรับจดทะเบียนรถในกรุงเทพฯ ต้องเร่งทำเรื่องนำเสนอหน่วยเหนือ กำหนดเป็นนโยบายห้ามจดทะเบียนรถใหม่ทุกประเภท อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ให้คนและเมืองได้หายใจได้บ้าง


