เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 บริเวณถนนอโศก ใต้สถานีมักกะสันของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ระหว่างแยกเพชรบุรีกับแยกอโศกมนตรี ซึ่งรถไฟขนส่งพุ่งชนรถเมล์ รถยนต์และจักรยานยนต์จำนวนมาก
จนรถเมล์ NGV เกิดไฟลุกไหม้ทันทีนั้น เป็นภาพสะเทือนใจที่คนกรุงเทพฯ คงยากจะลืม ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวของทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้
หลังลงพื้นที่ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตั้งคำถามระหว่างให้สัมภาษณ์ว่า “ทำไมที่ผ่านมาไม่เกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ แต่ทำไมวันนี้จึงเกิดขึ้น” คำถามนี้สำคัญ เพราะสะท้อนว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “ใครคนหนึ่งผิด” หากแต่อาจเป็นสัญญาณว่าระบบการจัดการเมืองของกรุงเทพฯ กำลังเดินมาถึง “จุดวิกฤติ” แล้ว
ในทางเศรษฐศาสตร์เมือง (urban economics) อธิบายได้ว่า กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ภาวะ ‘ดิสอีโคโนมีส์ ออฟ สเกล’ (diseconomies of scale) หรือการขาดความประหยัดต่อขนาด”
กล่าวคือ กรุงเทพมหานครกำลังแออัดหนาแน่นเกินระดับที่ระบบเมืองจะรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมืองที่เคยสร้างผลผลิตมหาศาล กำลังเริ่มแบกรับ “ต้นทุนเพิ่มจากความแออัด” (อีกคำแปลหนึ่ง) มากขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนอาจโทษคนขับรถไฟว่าทำไมไม่หยุด เพราะไม้กั้นยังไม่ลง แต่ในความเป็นจริง แทบไม่มีประเทศใดในโลกที่รถไฟต้องหยุดให้รถยนต์วิ่งผ่านเหมือนในกรุงเทพฯ บางคนอาจโทษคนขับรถเมล์หรือรถยนต์ที่จอดคร่อมรางรถไฟ ทั้งที่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนชัดเจน แต่คนขับที่ใช้เส้นทางอโศกเป็นประจำต่างรู้ดีว่า การจะหลุดแต่ละแยกในช่วงรถติดนั้นใช้เวลานานเพียงใด
หลายครั้งหากไม่ “ขยับไปก่อน” รถจากถนนกำแพงเพชรที่เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดจะเข้ามา รถอาจติดค้างไปไม่ได้ บางคนอาจตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ผู้ให้อาณัติสัญญาณ ซึ่งก็อีกคงไม่มีนายสถานีไหนบนโลกใบนี้ ต้องคอย “ยกธงแดง” บ่อยๆ อย่างในกรุงเทพฯ
หรือโทษตำรวจจราจรทำไมไม่วอกันให้ปล่อยไฟเขียว หรือโทษผู้ว่าฯ กทม. หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น เหตุการณ์นี้อาจสะท้อน “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” มากกว่าความผิดพลาดของบุคคล
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าบนดิน อาคารสูง ศูนย์การค้า และโครงการคอนโดขนาดใหญ่ จนพื้นที่ผิวจราจรเดิมถูกบีบแคบลงเรื่อยๆ
ขณะที่จำนวนรถยนต์และประชากรกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมืองจึงเข้าสู่สภาพที่ทุกคน “รีบ” ทุกคน “เร่ง” และทุกคนพยายามเอาตัวรอดจากระบบจราจรที่ไร้ประสิทธิภาพ แม้จะรู้ว่าการจอดคร่อมรางรถไฟเป็นเรื่องอันตรายก็ตาม
ในทางเศรษฐศาสตร์ เมืองใหญ่มีข้อดีจากสิ่งที่เรียกว่า economies of scale หรือ “การประหยัดต่อขนาด” นั่นคือ เมื่อผู้คนจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ร่วมกัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟฟ้า ไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ต หรือระบบขนส่งสาธารณะ จะมีต้นทุนต่อหัวต่ำลง
เพราะมีผู้ใช้งานจำนวนมากเพียงพอรองรับต้นทุนเหล่านั้น กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ
แต่ทุกคนที่เคยเรียนวิชาหลักการเศรษฐศาสตร์ย่อมรู้ว่า กราฟของ economies of scale ไม่ได้ลดลงตลอดไป หลังผ่าน “จุดเหมาะสม” แล้ว หากยังฝืนเพิ่มกิจกรรม ผู้คน หรือทรัพยากรลงในพื้นที่เดิมต่อไป ระบบจะเริ่มเกิด diseconomies of scale หรือต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้นจากความแออัด
แนวคิดนี้อธิบายง่ายๆ ได้จากการทำนา ช่วงแรก หากเพิ่มแรงงานหรือเครื่องจักรในพื้นที่นา ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นและต้นทุนเฉลี่ยจะลดลง แต่เมื่อเพิ่มมากเกินไปในพื้นที่เท่าเดิม คนและเครื่องจักรจะเริ่มเบียดกันเอง เหยียบต้นข้าว ทำงานซ้ำซ้อน และสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์ สุดท้ายต้นทุนกลับสูงขึ้นแทน
กรุงเทพฯ วันนี้อาจกำลังอยู่ในจุดเดียวกัน เมืองที่เคยสร้างประสิทธิภาพสูงสุด กำลังเริ่มถูก ความหนาแน่นเกินพิกัดทำลายประสิทธิภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น รถติดที่กินเวลาหลายชั่วโมง มลพิษ ความเครียด ค่าเดินทางที่สูงขึ้น อุบัติเหตุที่รุนแรงขึ้น หรือคุณภาพชีวิตที่ลดลง
กรณีรถไฟชนรถเมล์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุจราจรธรรมดา แต่เป็นกรณีศึกษาสำคัญของ diseconomies of scale ในมหานครขนาดใหญ่ เมื่อเมืองเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการบริหารจัดการ ความเสียหายก็จะเริ่มปรากฏในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
ทางออกระยะสั้นคือ การลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการจราจรในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง ส่วนในระยะยาว ประเทศไทยอาจต้องคิดและใช้องค์ความรู้ใหม่เรื่องการกระจายความเจริญ รวมถึงออกแบบเมือง ระบบขนส่ง และการใช้ที่ดินให้สมดุลกว่านี้
แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของนายกฯ ผู้ว่า กทม. (ที่กำลังจะเลือกตั้งกันใหม่) กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือบริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพเท่านั้น แต่เป็นโจทก์ร่วมกันของทุกฝ่าย เพราะทุกคนต่างใช้เมืองหลวงแห่งนี้เป็นฐานสร้างผลผลิตร่วมกัน และผู้แบกรับต้นทุนจากความแออัดของเมืองนี้พร้อมกันทั้งหมด
ขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่จบลงเพียงการหาคนผิด แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ให้สังคมไทยตระหนักว่า การพัฒนาแบบบีบอัด (compressed industrialization) ของประเทศรายได้ปานกลางที่ทะเยอทะยานอยากเป็นประเทศรายได้สูง
หากขาดการวางแผนเมืองที่ดี อาจทำให้เมืองหลวงที่เคยสร้างความมั่งคั่ง กลับกลายเป็นเมืองที่สร้างต้นทุนและความสูญเสียแทนในที่สุด ดูเพิ่มเติมใน กลุ่มทุนกับเศรษฐกิจไทย : ก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และ การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไล่กวด : เส้นทางและอนาคตของเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก

