เหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 บริเวณทางผ่านเสมอระดับระหว่างสถานีคลองตัน-มักกะสัน ใกล้แยกอโศก-ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงของอุบัติเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 30 ราย
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่มีความพลุกพล่านทางการสัญจรผ่านการใช้ชีวิต และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐหลายส่วนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ข้อเท็จจริงระบุว่า รถไฟขบวนสินค้าชนรถโดยสารประจำทาง ขณะรถเมล์ติดสัญญาณไฟจราจรจอดคร่อมทางรถไฟจนเกิดเพลิงไหม้และความเสียหาย
คำถามสำคัญจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงว่า “ใครผิด” หรือ “ใครประมาท” เพราะเป็นเพียงคำตอบเฉพาะคดี แต่ไม่ได้คำตอบความจริงเชิงสังคม ที่ควรหาคำตอบว่า
เหตุลักษณะนี้เกิดจากอะไร? เกิดจากระบบจราจรที่ไม่สัมพันธ์กับทางรถไฟนำมาซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยของระบบรางที่ไม่เพียงพอ? หรือเกิดจากวัฒนธรรมการใช้ถนนแบบ “มักง่าย” ที่สังคมไทยคุ้นชินจนเห็นเป็นเรื่องปกติ?
หากมองออกไปนอกประเทศ แม้ประเทศที่พัฒนาแล้วจะเคยมีปัญหาทางข้ามรถไฟเช่นกัน แต่ทำไมความแตกต่างมิได้หยุดอยู่ที่การบอกให้ประชาชนระวังตัวเอง หากแต่เป็นพยายามสร้างระบบกฎหมายและระบบวิศวกรรมความปลอดภัย เพื่อลดโอกาสต่อการเกิดโศกนาฏกรรม
๐ กฎหมายไทยที่บังคับใช้ และความเป็นสากลเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักร
ในทางกฎหมาย ประเทศไทยมิได้ปราศจากกฎหมายเกี่ยวกับทางรถไฟเสียทีเดียว พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 วางหลักไว้แล้วว่า เมื่อทางเดินรถมีทางรถไฟผ่าน หากมีสัญญาณเตือน เครื่องกั้น เจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ เสียงรถไฟ หรือมีเหตุอันตราย ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วและหยุดรถห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร
แม้ในกรณีที่ทางรถไฟไม่มีสัญญาณหรือเครื่องกั้น ผู้ขับขี่ก็ยังต้องลดความเร็วและหยุดห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร แล้วจึงผ่านเมื่อเห็นว่าปลอดภัย นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามจอดรถภายในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟ และห้ามจอดในลักษณะกีดขวางการจราจร
หลักการเหล่านี้สะท้อนมุมมองของกฎหมายไทยว่า เข้าใจบริบทของการใช้ทางรถไฟที่มิใช่ถนนธรรมดา แต่เป็นพื้นที่เสี่ยงที่ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงเป็นพิเศษอย่างชัดแจ้ง
ส่วนในมิติของระบบราง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ก็เป็นกฎหมายใหม่ที่มีเป้าหมายยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการขนส่งทางราง การบริหารจัดการระบบรางให้เป็นระบบ และให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว ประหยัด และปลอดภัย
ดังนั้น ประเทศไทยมีกฎหมายที่บังคับ แต่หากถามต่อว่า “กฎหมายและระบบที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่” คำตอบอาจไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะกฎหมายไทยยังมีลักษณะเน้นหน้าที่ของผู้ใช้ถนนเป็นหลัก มากกว่าการออกแบบระบบป้องกันความผิดพลาดของมนุษย์อย่างเข้มข้น
เปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา กฎหมายด้านความปลอดภัยของรถพาณิชย์มีหลักที่ตรงกับกรณีนี้อย่างมาก คือ หลัก safe clearance หรือการห้ามนำรถพาณิชย์เข้าสู่ทางข้ามรถไฟ หากไม่มีพื้นที่เพียงพอให้รถผ่านรางไปได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องหยุดอยู่บนราง ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษทั้งตัวคนขับและนายจ้าง
อีกทั้งผู้ถือใบอนุญาตขับขี่เชิงพาณิชย์อาจถูกพักใช้ใบอนุญาตตามระดับการกระทำผิด ความแตกต่าง คือ กฎหมายมิได้มองเพียงว่า “เมื่อเห็นรถไฟแล้วต้องหยุด” แต่กำหนดล่วงหน้าว่า “ห้ามเข้าไปในเขตรางตั้งแต่แรก หากไม่มีพื้นที่ให้พ้นรางอย่างปลอดภัย”
ส่วนสหราชอาณาจักร โดย Office of Rail and Road ใช้แนวคิดประเมินความเสี่ยงของ level crossing แบบ risk-based และ whole-system คือ มองทางข้ามรถไฟเป็นจุดที่คน กระบวนการ เทคโนโลยี ระบบถนน และระบบรางต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เพียงติดป้ายหรือมีไม้กั้นแล้วเพียงพอ
อีกทั้งยังเน้นว่าต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ทางข้ามจริง และหากทำได้ควรลดความเสี่ยงผ่านการออกแบบใหม่หรือทางข้ามทางเลือก รวมไปถึงยังระบุชัดว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการรถไฟต้องจัดการความเสี่ยงของทางข้ามรถไฟผ่านระบบบริหารความปลอดภัยของตนเอง
และบทบาทของหน่วยงานกำกับ กล่าวคือ ส่งเสริมและบังคับให้มีการออกแบบ บริหาร และปฏิบัติการที่ปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุ
เมื่อเทียบเช่นนี้ ความบกพร่องของไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีกฎหมาย” แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่ยกระดับไปสู่ระบบที่มองความปลอดภัยแบบครบวงจรพอ โดยเรายังพึ่งพาความระมัดระวังเฉพาะหน้าของคนขับ เจ้าหน้าที่ และผู้ใช้ถนน มากกว่าการออกแบบระบบที่หากคนหนึ่งพลาด ระบบอื่นต้องช่วยหยุดความสูญเสียไว้ได้
๐ กฎหมายบกพร่อง หรือสังคมมักง่าย
สุดท้ายเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่มักกะสันอาจไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อหาคนผิด แต่ควรถูกใช้เพื่อถามสังคมไทยว่า เรากำลังอยู่ตรงไหนในมาตรฐานความปลอดภัยสาธารณะสากล โดยมองผ่านความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมที่ เรายังเห็นรถติดคร่อมรางรถไฟ และเห็นระบบจราจรที่ปล่อยสัญญาณไฟตามสภาพ และประชาชนมีหน้าที่ต้อง “วัดใจ” กันเอง
คำถามสุดท้ายจึงอาจไม่มีคำตอบเดียว กฎหมายไทยอาจยังไม่ละเอียดพอในเรื่อง safe clearance หรือการมีระบบรางที่ต้องพัฒนาไปสู่การประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าแบบนานาประเทศ รวมถึงการบังคับใช้โทษของกฎหมายจราจรไทย อาจยังเบาเกินไปเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต่อให้มีกฎหมายดีเพียงใด หากประชาชนยังคิดว่า “ไปก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน” หากหน่วยงานรัฐยังรอให้เกิดโศกนาฏกรรมก่อนจึงค่อยแก้จุดเสี่ยง กฎหมายก็อาจเป็นเพียงถ้อยคำที่ดีบนกระดาษ
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทิ้งคำถามที่เจ็บปวดไว้กับเราทุกคนว่า ปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่กฎหมายยังไม่เป็นสากล หรืออยู่ที่สังคมยังไม่ยอมปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐานกันแน่ และคำตอบที่แท้จริงอาจไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อยู่ที่เราต้องยอมรับพร้อมกันว่า
กฎหมายที่ดีต้องมาพร้อมระบบที่บังคับใช้ได้จริง และสังคมที่ดีต้องไม่ทำให้ความมักง่ายเพียงชั่ววินาที กลายเป็นราคาที่ผู้บริสุทธิ์ต้องจ่ายด้วยชีวิต


