วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม 2569

Login
Login

พลังงานในโลกเดือด การเปลี่ยนผ่านที่ไทยเลี่ยงไม่ได้

ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อต้นปี 2569 ก่อให้เกิดวิกฤติพลังงาน ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวน แต่ตอกย้ำความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศไทย จากการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

แต่ทว่าวิกฤติครั้งนี้ก็เป็น “โอกาส” ได้เช่นกัน สำหรับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้า เสริมความมั่นคงทางพลังงาน และบรรลุเป้า Net Zero ได้ภายในปี 2593 โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับวิกฤติระยะสั้น หากแต่เป็นการสร้างระบบพลังงานที่มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้นในระยะยาว 

ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในงานเสวนา "พลังงานในโลกเดือด: ทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้ของไทย" ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการ Clean, Affordable and Sustainable Energy (CASE) for Southeast Asia โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ร่วมกับสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ซึ่งผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่า การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการรองรับความเสี่ยงจากวิกฤตืโลกที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต 

เสียงจากอาเซียน บทเรียนจากเพื่อนบ้าน

วิกฤติพลังงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย ผู้แทนภายใต้โครงการ CASE จากประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่างสะท้อนว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤติเช่นกัน ซึ่งนอกจากมาตรการระยะสั้นที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว บางประเทศมีการตั้งคณะกรรมการกลางประสานระหว่างกระทรวงเพื่อรับมือวิกฤตินี้

ส่วนในระยะยาวนั้น ทุกประเทศมุ่งเร่งใช้พลังงานสะอาดในประเทศให้มากขึ้น พร้อมมองว่าภาครัฐควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและสร้างสมดุลให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน

สำหรับโจทย์ระยะยาวของประเทศไทย ภัชราพร ผาสุกวนิช ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ยืนยันว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับแผนพลังงานที่ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก รวมถึงมุ่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernisation)

สำรวจโอกาสของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากงานวิจัย 

งานวิจัย Green Electricity Demand in Thailand’s Industrial Economy โดยสุชาติ คล้ายแก้ว ที่ปรึกษาอาวุโสด้านพลังงาน GIZ ได้สำรวจบริษัทกว่า 69% ในภาคอุตสาหกรรม พบว่าบริษัท 91% ยังใช้พลังงานหมุนเวียนต่ำกว่า 25% แต่กว่าครึ่งมีแผนเพิ่มสัดส่วนให้เกิน 50% ภายในปี 2573 โดยมีแรงผลักดันมาจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดทางการค้าในตลาดโลก 

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสีเขียวจากภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าภายในปี 2583 หากไม่เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ไทยจะเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในฐานะฐานการผลิต

อีกหนึ่งงานวิจัย Gas Under Pressure: Managing Energy Security, Economic Resilience and Livelihoods โดย Hanna Fekete จาก NewClimate Institute ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังเกี่ยวข้องกับการจ้างงานและการดำรงชีพของผู้คน

จากการใช้แบบจำลองเศรษฐกิจร่วมกับการสัมภาษณ์ชุมชนในพื้นที่ EEC จ.ระยอง พบว่าการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในปัจจุบันรองรับแรงงานกว่าหนึ่งแสนตำแหน่ง ทำให้การเปลี่ยนผ่านต้องพิจารณาถึงการสร้างงานใหม่ทดแทนงานที่สูญเสียไปจากอุตสาหกรรมก๊าซฯ

โดยจะต้องมีมาตรการที่ดี เช่น การพัฒนาทักษะ นโยบายจ้างงานท้องถิ่น และการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็ก พร้อมมองว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ (2569-2593) คือ โอกาสสำคัญในการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม

เปลี่ยนเกมพลังงานไทย

...หากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามต่อมาคือ ไทยควรเริ่มต้นอย่างไร? คำถามนี้ได้ถูกตอบจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านพลังงานของไทยใน วงเสวนา “พลังงานไทยปรับอย่างไร ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ที่เห็นพ้องตรงกันว่าควรเริ่มจากการวางกติกาและโครงสร้างระบบไฟฟ้าใหม่ 

และเพื่อเปิดทางให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงนั้น จำเป็นต้องเร่งพัฒนา Grid Modernisation รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบด้วยการส่งเสริม Battery Energy Storage System (BESS) เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม 

แต่กระนั้น ความท้าทายสำคัญของไทย คือ การเปลี่ยนโครงสร้างตลาดไฟฟ้าแบบมีผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer) ที่ออกแบบมาเพื่อความมั่นคงในอดีตแต่ไม่ตอบโจทย์ผู้ผลิตไฟฟ้าเอง (Prosumer) ให้กลายเป็นตลาดไฟฟ้าเสรี (Market Liberalisation)

ซึ่งแม้ว่าขณะนี้จะมีโครงการนำร่องผ่านการใช้ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) หรือสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้เอกชน โดยไม่ต้องผ่านการซื้อขายแบบเดิมที่ผูกขาดกับรัฐ ผ่านกลไก Third Party Access (TPA) ที่อนุญาตให้ผู้ผลิตเช่าใช้สายส่งเพื่อส่งไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ได้โดยตรง

หากแต่โครงการดังกล่าว ยังมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจ Data Centre ที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เท่านั้น

สอดรับกับเสียงของภาคเอกชนที่สนับสนุนให้มีการขยาย Direct PPA และ TPA สู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการพลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน ทั้งจากแรงกดดันของมาตรการ CBAM สหภาพยุโรป และนโยบาย RE100 ของบริษัทข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทาน 

พร้อมเสนอให้เร่งปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าด้วยแนวทาง 4D1E ได้แก่ Digitalisation (ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารระบบไฟฟ้า), Decarbonisation (ลดการปล่อยคาร์บอน), Decentralisation (กระจายการผลิตไฟฟ้า), De-regulation (เปิดการแข่งขันและปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อผู้เล่นใหม่) และ Electrification (เพิ่มการใช้ไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล)

สุดท้ายนี้ สิ่งที่จะช่วยกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านได้อย่างสมบูรณ์ คือ PDP ฉบับใหม่ (2569-2593) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับร่าง โดยในเบื้องต้น ได้ปรับเป้าสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเป็นมากกว่า 50% ในการผลิตไฟฟ้า และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า และ Data Centre ภายใต้เงื่อนไขการไม่ผลักภาระต้นทุนไปสู่ประชาชน

บทเรียนจากหลายประเทศ งานวิจัย และเสียงจากทุกภาคส่วนข้างต้น ล้วนชี้ไปในทางเดียวกันว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงการไล่ตามกระแสโลกเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์ความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และวิถีชีวิตของผู้คนได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะกำหนดทั้งอนาคตเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตของคนไทยในทศวรรษข้างหน้า