สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (British Standards Institution: BSI) เปิดเผยรายงานวิจัยระดับโลกฉบับล่าสุด "Business Insights 2026: G7 Net Zero Temperature Check" ซึ่งระบุว่า ผู้นำธุรกิจในกลุ่มประเทศ G7 ส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า "Climate-coding" หรือการปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนให้กลายเป็นเรื่องของ "ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ" (Business Resilience) เพื่อรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ขณะที่ในประเทศไทย ภาคธุรกิจกำลังเร่งปรับตัวเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. ลดโลกร้อน) ที่คาดว่าจะบังคับใช้ในปีหน้า
เจาะลึกสถานการณ์ Net Zero ในกลุ่มประเทศ G7
รายงานวิจัยซึ่งจัดทำโดย Censuswide ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจกว่า 7,000 รายในกลุ่มประเทศ G7 (สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, แคนาดา และญี่ปุ่น) พบว่าร้อยละ 83 ของผู้นำธุรกิจยังคงมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามกำหนดการของแต่ละประเทศ แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการลดระดับความสำคัญของประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในบางภาคส่วน แต่ข้อมูลจากการสำรวจกลับระบุว่า ผู้นำธุรกิจถึง 4 ใน 5 (ร้อยละ 78) เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้
นอกจากนี้ ร้อยละ 76 ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า Net Zero จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ภาคธุรกิจไม่ได้เพียงแค่ให้คำมั่นสัญญา แต่มีการลงมือปฏิบัติจริง โดยร้อยละ 69 ระบุว่าระดับการดำเนินการด้าน Net Zero ในองค์กรของตนเพิ่มสูงขึ้น และร้อยละ 38 คาดว่าจะเพิ่มการลงทุนด้านนี้อีกในรอบปีข้างหน้า มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่คาดว่าจะลดการลงทุนลง
ปรับเข็มมุ่งสู่ "Climate-coding" และความยืดหยุ่น
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานคือการเกิดเทรนด์ "Climate-coding" ซึ่งหมายถึงการที่ธุรกิจร้อยละ 61 ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเกี่ยวกับกิจกรรม Net Zero ของตนในรอบปีที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ต่อกระแสความเคลือบแคลงสงสัยด้านสภาพภูมิอากาศที่ปรากฏในสื่อและการเมือง
"ซูซาน เทย์เลอร์ มาร์ติน" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BSI กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นที่สังคมต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกรอบความคิดด้านความยืดหยุ่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยง การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต
"ผู้นำธุรกิจจำนวนมากเริ่มตระหนักแล้วว่าต้นทุนของการไม่ลงทุนใน Net Zero อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาวมากกว่า สิ่งที่ชัดเจนคือ ผู้นำธุรกิจจำนวนมากกำลังคิดในทิศทางนี้อยู่แล้ว และตระหนักว่าต้นทุนของการไม่ลงทุนใน Net Zero อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ขั้นต่อไปคือการเชื่อมช่องว่างระหว่างความมุ่งมั่นกับการลงมือปฏิบัติ ผ่านมาตรการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ”
การสื่อสารแบบ Climate-coding ไม่ใช่การปกปิดข้อมูล (Greenhushing) หรือการฟอกเขียว (Greenwashing) แต่เป็นการเลือกที่จะเน้นย้ำถึงประโยชน์ของความยั่งยืนในบริบททางธุรกิจที่กว้างขึ้น เช่น การสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารความเสี่ยง แทนที่จะเน้นเพียงแค่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างที่เห็นชัดคือบริษัทระดับโลกอย่าง Microsoft และ Nestlé ที่เริ่มเชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการรักษาระดับต้นทุนอาหารให้เข้าถึงได้
การเมืองและต้นทุนเป็นตัวฉุดรั้ง
แม้ความมุ่งมั่นจะยังอยู่ในระดับสูง แต่รายงานของ BSI ระบุว่าผู้นำธุรกิจเพียงร้อยละ 55 เท่านั้นที่มั่นใจว่าประเทศของตนจะบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ โดยมีอุปสรรคสำคัญคือ "ต้นทุนพลังงาน" ซึ่งถูกยกเป็นความท้าทายอันดับหนึ่ง (ร้อยละ 26) ตามมาด้วยการขาดแคลนแหล่งเงินทุนหรือการสนับสนุนจากภาครัฐ (ร้อยละ 25) และการขาดทักษะความรู้ภายในองค์กร (ร้อยละ 23)
ความผันผวนทางการเมืองเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบั่นทอนความมั่นใจ โดยร้อยละ 76 ของผู้นำธุรกิจระบุว่าความไม่แน่นอนด้านนโยบายทำให้ยากต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ (ร้อยละ 79) ยังคงเดินหน้าแผนงาน Net Zero ต่อไป เพราะเชื่อว่าในที่สุดแล้วเรื่องนี้จะกลับมาเป็นวาระเร่งด่วนทางการเมืองอีกครั้งในทศวรรษหน้า และมองว่าการดำเนินการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน
บริบทไทย: จากความสมัครใจสู่ข้อบังคับทางกฎหมาย
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก BSI ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในตลาดทุน โดยสินทรัพย์ของกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG มีมูลค่าประมาณ 103,000 ล้านบาท ณ เดือนมกราคม 2569 เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 249 ภายในเวลาเพียงปีเดียว ขณะที่ยอดคงค้างของตราสารหนี้ ESG กำลังเข้าใกล้ระดับ 1 ล้านล้านบาท
"กุลธัช บุญบงการ" ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ BSI กล่าวว่า ธุรกิจในประเทศไทยกำลังก้าวข้ามการมอง ESG เป็นเพียงเรื่องของการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือการสื่อสารองค์กร และหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าเชิงพาณิชย์มากขึ้น ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่แข็งแกร่งกำลังถูกมองโดยนักลงทุนว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของคุณภาพธุรกิจและความพร้อมต่อการลงทุน”
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องเตรียมรับมือคือ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2570 กฎหมายฉบับนี้จะกำหนดให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ การกำหนดราคาคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ปล่อยก๊าซขนาดกลางและขนาดใหญ่
นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ยังได้กำหนดเกณฑ์การรายงานความยั่งยืนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISSB โดยเริ่มจากบริษัทในกลุ่ม SET50 ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ ESG กลายเป็นปัจจัยหลักในการประเมินมูลค่าองค์กรและการเข้าถึงเงินทุน
มาตรฐานโลกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น BSI ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรฐานสากล โดยระบุว่ากำลังร่วมกับนานาชาติพัฒนามาตรฐาน ISO 14060 (Net Zero Aligned Organizations) ซึ่งจะเป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกที่กำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานด้าน Net Zero โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570
สำหรับในประเทศไทย BSI ได้ให้การสนับสนุนองค์กรต่างๆ ผ่านมาตรฐาน เช่น ISO 14001 (การจัดการสิ่งแวดล้อม), ISO 50001 (การจัดการพลังงาน), ISO 14064 (การทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) รวมถึงบริการใหม่อย่าง Net Zero Pathway เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนและตรวจสอบความก้าวหน้าได้อย่างน่าเชื่อถือ
ข้อแนะนำสำหรับภาคธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในอนาคต
จากผลการวิจัยและสถานการณ์โลกปัจจุบัน BSI ได้เสนอแนะแนวทาง 4 ประการสำหรับผู้นำธุรกิจ ดังนี้
- ปรับมุมมอง Net Zero ให้เป็นกลยุทธ์ความยืดหยุ่น: สื่อสารคุณค่าของการดำเนินการในฐานะส่วนหนึ่งของความต่อเนื่องทางธุรกิจและการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
- ผนวกการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศเข้ากับแผนธุรกิจ: เพียงการลดการปล่อยก๊าซไม่เพียงพอ ธุรกิจต้องมีการประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น
- ออกแบบโร้ดแมปที่ "ทนทานต่อการเมือง": พัฒนาแผนงานระยะยาวที่ไม่เปลี่ยนไปตามขั้วการเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายระยะสั้น
- สร้างศักยภาพภายในองค์กร: ลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจเรื่องการวัดผลและการรายงานด้านความยั่งยืน เพื่อสร้างความพร้อมจากภายใน
รายงานฉบับนี้สรุปให้เห็นว่า แม้เส้นทางสู่ Net Zero จะเต็มไปด้วยอุปสรรคทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านต้นทุน แต่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ตระหนักดีว่าความเสี่ยงของการไม่ทำอะไรเลย นั้นสูงกว่าต้นทุนในการเปลี่ยนผ่านมากนัก และมาตรฐานสากลจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยมอบความชัดเจนและความเชื่อมั่นท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกยุคปัจจุบัน


