เมื่อเห็นชื่อเรื่องของข้อเขียนแล้วอย่านึกว่าจะเขียนเรื่องการเมืองนะครับ คอลัมน์นี้ชื่อ “อาหารสมอง” ซึ่งเป็นเรื่องความรู้ที่ไม่ค่อยมีคนเขียนถึง ไม่ใช่คอลัมน์ “ยาพิษ” ครับ ลองดูกันว่า “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร
Blue Economy (เศรษฐกิจสีน้ำเงิน, BE) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ ทะเลสาบและทรัพยากรน้ำอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ และสร้างงานพร้อมกันไปกับการดูแลรักษา “สุขภาพ” ของระบบสิ่งแวดล้อมของน้ำ บางคนอาจเห็นสีของน้ำเป็นสีฟ้ามากกว่าสีน้ำเงิน จะเรียกว่า “เศรษฐกิจสีฟ้า” ก็ไม่ว่ากันครับ
แนวคิด BE มีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับในระดับโลก เมื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลังจากที่เกิด 17 เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ของ UN ในปี 2558 และมีเป้าหมายที่ 14 คือ “ชีวิตภายใต้น้ำ” (Life Below Water) รวมอยู่ด้วย
พูดง่าย ๆ ก็คือ BE คือเวอร์ชันของน้ำคล้ายกับเรื่อง “Green Economy” (GE) หมายถึงเศรษฐกิจที่พัฒนาความกินดีอยู่ดีและความเท่าเทียมกันทางสังคม พร้อมกับลดความเสี่ยงในเรื่องสิ่งแวดล้อมและลดความเสื่อมสลายของสิ่งแวดล้อมอย่างสำคัญ หรือพูดอีกอย่างว่า
GE คือ สภาวการณ์ของคาร์บอนที่ปล่อยสู่บรรยากาศในระดับต่ำ มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และทุกคนมีโอกาสเข้าถึงประโยชน์อย่างเสมอหน้า
BE มีความสำคัญอย่างไม่น้อยไปกว่า GE หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ ลองดูสถิติเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ (1) มหาสมุทรครอบคลุม 71% ของพื้นที่ผิวโลกทั้งหมด และปริมาณน้ำเป็น 97% ของน้ำทั้งหมดบนโลก (2) ผู้เป็นเจ้าของ 99% ของพื้นที่อยู่อาศัยบนโลกหากนับเป็นปริมาตรคือมหาสมุทร กล่าวคือหากคิดในเชิงปริมาตรไม่ใช่เพียงผิวโลกหากลึกลงไปในดินทั้งหมดด้วย
อย่าลืมว่ามหาสมุทรมีความลึกเฉลี่ย 3.7 ก.ม. จุดที่ลึกที่สุดคือ 11 ก.ม. (ยอดเขาเอเวอเรสต์ ที่สูงสุดในโลกยังสูงแค่ 8.8 ก.ม.) ดังนั้น จึงมีพื้นที่เชิงปริมาตรให้อยู่อาศัยอย่างมหาศาล (3) มหาสมุทรผลิตออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 50% ที่เราหายใจทุกวันผ่านการทำงานของสิ่งมีชีวิตซึ่งมีขนาดเล็กที่เรียกว่า Phytoplankton
(4) มหาสมุทรรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันมีประมาณหนึ่งล้านสปีชีส์ในทะเลที่เป็นที่รู้จักและยังมีอีกมากมายที่ยังไม่มีการค้นพบ นอกจากนี้มหาสมุทรยังดูดซับประมาณ 30% ของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิตโดยมนุษย์
และดูดซับ 90% ของความร้อนส่วนเกินที่ถูกกักเก็บไว้โดยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย สิ่งแวดล้อมบริเวณรอบมหาสมุทร เช่น ไม้โกงกาง หญ้าทะเล ตะกอนพื้นทะเลชายฝั่ง เก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างดี
(5) ผู้คนมากกว่า 3,000 ล้านคน อาศัยทรัพยากรทะเลและชายฝั่งในการดำรงชีวิต อาหารทะเลมีส่วนร่วมประมาณ 15% ของโปรตีนจากสัตว์และในหลายประเทศกำลังพัฒนาเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญยิ่ง
(6) พลังจากมหาสมุทรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก หรือพูดอีกอย่างว่า BE คือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพราะสร้างงานเต็มเวลาให้ 100-150 ล้านคน ถ้าหากมหาสมุทรเป็นประเทศหนึ่งก็จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
(7) การค้าโลกพึ่งพามหาสมุทรโดย 80-90% ของปริมาณสินค้าที่ค้าขายกันในโลกใช้การขนส่งทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันและก๊าซ อาหาร รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าอุตสาหกรรม ฯลฯ หากไม่มีการขนส่งทางทะเลแล้ว เศรษฐกิจโลกจะไม่สามารถอยู่ในสถานะดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
(8) มหาสมุทรปกป้องมนุษย์ กล่าวคือ ระบบสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่ดีจะช่วยลดพายุ ป้องกันชายฝั่งทะเลจากการเซาะกร่อน ลดความรุนแรงของน้ำท่วม สนับสนุนปะการังและไม้โกงกางซึ่งทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติ และ (9) มหาสมุทรเป็นแหล่งของการเกิดนวัตกรรมในอนาคตจากการค้นคว้าเรื่องยาจากสิ่งมีชีวิตในทะเล พลังงานชีวภาพ การผลิตพลังงานจากลมและคลื่น เทคโนชีวภาพจากทะเล ฯลฯ
มหาสมุทรคือส่วนใหญ่ของ BE เนื่องจาก 97% ของปริมาณน้ำบนโลกอยู่ในมหาสมุทร BE มุ่งเน้นความสมดุลของ 3 เป้าหมายอันได้แก่ (ก) ความมั่งคั่งรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจโดยสร้างรายได้และการจ้างงาน (ข) ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมโดยคุ้มครองมหาสมุทร และความหลากหลายทางชีวภาพ และ (ค) ความเสมอภาคทางสังคมโดยมุ่งมั่นให้ชุมชนชายฝั่งได้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม
กิจกรรมสำคัญของ BE ได้แก่ (1) การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อันได้แก่ การประมงที่ยั่งยืน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การป้องกันการจับสัตว์น้ำที่เกินระดับเหมาะสมและการประมงผิดกฎหมาย (2) การขนส่งทางทะเล ได้แก่ การขนส่ง ท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ การจัดการขนส่ง (3) การท่องเที่ยวทางน้ำและชายฝั่ง ท่องเที่ยวด้านหาด เรือสำราญ ดำน้ำ ท่องเที่ยวธรรมชาติ
(4) พลังงานมหาสมุทรที่ทดแทนได้ พลังงานชายฝั่ง พลังงานน้ำและคลื่น พลังงานจากการเปลี่ยนความร้อนจากมหาสมุทร (5) เทคโนชีวภาพทางทะเล ใช้สิ่งมีชีวิตผลิตยา วิตามิน เครื่องสำอาง อาหารเสริม เอนไซม์อุตสาหกรรม (6) น้ำมันก๊าดและแร่จากใต้ทะเล การขุดแร่ธาตุหายาก น้ำมันและก๊าซ แร่ธาตุมูลค่าสูง ฯลฯ
BE เป็นเรื่องสำคัญยิ่งเพราะมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การจ้างงาน การลดความรุนแรงของวิกฤติภาวะอากาศ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การค้าระหว่างประเทศ การปรับตัวของชายฝั่งเพื่อรับกับระดับที่สูงขึ้นของน้ำทะเล ฯลฯ แนวคิดในด้านความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำจึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในระดับโลก
หลายประเทศได้พัฒนากลยุทธ์ในเรื่อง BE ซึ่งได้แก่ นอร์เวย์ สิงคโปร์ ไอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และเซเชลส์ เนื่องจากเห็นความสำคัญทั้งในด้านผลประโยชน์และการปกป้องรักษาไว้เพื่อความยั่งยืน
ไทยเราอยู่ในทำเลที่มีฝั่งทะเลทั้งสองด้านคือ ด้านอันดามันและด้านอ่าวไทย ดังนั้น จึงไม่อาจมองข้ามความสำคัญของ BE เรื่องที่ควรพิจารณาก็คือ การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน การท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล ท่าเรือ ป่าโกงกางและการเก็บกักคาร์บอน เทคโนชีวภาพทางทะเล พลังงานชายฝั่ง ฯลฯ ยิ่งเรามีความจริงจังในเรื่อง BE เร็วเท่าใดก็จะยิ่งได้ประโยชน์เร็วเท่านั้น
Blue Economy เป็นคนละเรื่องกับ Blue Ocean ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่หลีกหนีการแข่งขันในตลาดสินค้าที่ดุเดือดเลือดพล่าน หรือ Red Ocean (ฆ่ากันเลือดนอง) ไปสู่ตลาดใหม่หรือสินค้าใหม่ที่สดใสมีโอกาสหากำไรได้ง่ายกว่า


