เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ (US Climate Prediction Center) ประกาศอย่างเป็นทางการว่าปรากฏการณ์เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
พร้อมให้ความน่าจะเป็นสูงถึง 63% ที่จะทวีกำลังเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ในช่วงเข้าสู่ปี 2570 ซึ่งอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 2493
สิ่งที่น่ากังวลคือ จังหวะเวลาของเอลนีโญครั้งนี้ ซ้อนทับกับเศรษฐกิจโลกที่ยังบอบช้ำจากสงครามตะวันออกกลาง วิกฤติพลังงาน และแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้เอลนีโญรอบนี้มีศักยภาพเป็น shock ซ้อน shock มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดี่ยว
เอลนีโญเกิดจากการอ่อนกำลังของลมค้า (trade winds) ในมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วส่งคลื่นความร้อนและความแปรปรวนของฝนไปทั่วโลก ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยมักเผชิญภาวะร้อนแล้ง ขณะที่อเมริกาใต้กลับฝนหนักน้ำท่วม ผลกระทบไหลผ่านราคาข้าว น้ำตาล ปาล์ม กาแฟ ไปจนถึงไฟฟ้าพลังน้ำและเส้นทางเดินเรือ
งานศึกษาของ Dartmouth College เคยประเมินว่าเอลนีโญปี 2540-2541 สร้างความเสียหายสะสมต่อ GDP โลกถึง 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะ 5 ปี บทเรียนสำคัญคือ ความเสียหายมักไม่จบในปีเดียว แต่ลากยาวผ่านห่วงโซ่ราคาอาหารและเงินเฟ้อ
สำหรับไทย สัญญาณเริ่มปรากฏแล้ว ปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 16% ขณะที่น้ำใช้การได้จริงในเขื่อนเหลือเพียง 37% โดยลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งเป็นหัวใจของภาคเกษตร-อุตสาหกรรม กลับมีน้ำต้นทุนต่ำสุดเพียง 30% แม้กรมชลประทานจะยืนยันว่า “เอาอยู่” ในฤดูฝนนี้ แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลจะอยู่ที่ฤดูแล้งในช่วงปลายปีที่จะเริ่มต้นจากฐานน้ำที่ต่ำ
ดังนั้น ผู้เขียนมองว่า ในปี 2569 ผลกระทบจากเอลนีโญต่อเศรษฐกิจไทยจะยังไม่ชัดเจนนัก เพราะปรากฏการณ์จะทวีกำลังสู่จุดพีคในช่วงปลายปี (ธันวาคม 2569 ถึงมกราคม 2570) ทำให้ความเสียหายต่อภาคเกษตรซึ่งมี lag ราว 1-2 ไตรมาส จะไปปรากฏชัดเจนในปี 2570 มากกว่า โดยเฉพาะไตรมาส 1-2 ที่ข้าวนาปรังและอ้อยรับผลเต็มที่
หากเอลนีโญรุนแรงเทียบเท่ามหาภัยแล้งปี 2558-2559 พืชที่พึ่งน้ำชลประทานและไวต่อความร้อนจะเจ็บหนักที่สุด ข้าวนาปรังอาจลดลงกว่า 38% เทียบช่วงปี 2540-2541 อ้อยอาจหายไปเกือบครึ่งเหมือนปี 2558 ตามด้วยปาล์มน้ำมันและยางพารา ขณะที่มันสำปะหลังซึ่งใช้น้ำน้อยอาจได้ประโยชน์
สำหรับผลกระทบที่ต้องจับตาต่อภาคเกษตรคือ แม้ภัยแล้งจะดันราคาสินค้าเกษตรขึ้น แต่ปริมาณที่หายไปมักกลบส่วนเกินด้านราคาจนรายได้เกษตรกรสุทธิลดลง โดยมูลค่าความเสียหายอาจแตะระดับ 50,000 ล้านบาท
และเนื่องจากภาคเกษตรจ้างงานถึง 30% ของกำลังแรงงาน รายได้ที่หายไปจะส่งผ่านสู่การบริโภคในประเทศและคุณภาพหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86.7% ของ GDP ขยายผลกระทบให้กว้างกว่าน้ำหนักของภาคเกษตรใน GDP เสียอีก
ในส่วนของภาพเศรษฐกิจมหภาค ในกรณีฐาน ผู้เขียนประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2570 จะขยายตัวได้ที่ 2.3% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.8% ภายใต้สมมติฐานสงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย น้ำมัน Brent เฉลี่ย 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการค้าโลกฟื้นตัว
ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงดอกเบี้ยสูง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงดอกเบี้ยต่ำที่ 1.00% ส่วนต่างของนโยบายการเงินนี้กดเงินบาทอ่อนค่าสู่ระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ และดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกเป็นขาดดุลอ่อน ๆ
ทว่าหากเอลนีโญรุนแรงจริง เป็นไปได้ที่ GDP ปี 2570 จะลดลงเหลือเพียง 1.7% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเร่งขึ้นเป็น 2.5% จากราคาอาหารสดที่พุ่งขึ้นตามผลผลิตที่หายไป ซ้อนบนแรงกดดันจากเงินบาทที่อ่อนค่า เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า mini-stagflation คือเศรษฐกิจโตช้าลงพร้อมกับเงินเฟ้อสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน
ภาวะนี้จะผลักให้ ธปท.ตกอยู่ในกับดักนโยบาย เพราะเศรษฐกิจที่อ่อนแอเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้ออาหารและค่าเงินที่อ่อนกลับปิดทางการผ่อนคลายไว้จนหมด
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เอลนีโญคือ ความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทยในปี 2570 ที่ตอกย้ำเหตุผลของกลยุทธ์ Barbell คือถือสินทรัพย์ที่ทนทานต่อเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนไว้ด้านหนึ่ง ควบคู่กับกลุ่มผู้ส่งออกเกษตรและอาหารที่ได้อานิสงส์จากราคาที่สูงขึ้นอีกด้านหนึ่ง
ตัวแปรที่ผู้เขียนจะจับตาที่สุดคือ ความเร็วของการดิ่งลงของดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ซึ่งจะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าฉากทัศน์เลวร้ายจะกลายเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
ท้ายที่สุด เอลนีโญกำลังเตือนเราว่าความเสี่ยงด้านภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคเต็มตัว โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่การกักน้ำให้พอในปีที่แล้ง แต่คือ การวางระบบบริหารจัดการน้ำและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้สอดรับกับโลกที่ภูมิอากาศผันผวนถี่ขึ้นทุกที
เพราะคำถามสำคัญสำหรับภัยแล้งรอบหน้า อาจไม่ใช่ว่าจะมาหรือไม่ แต่เป็นว่าจะมาเมื่อไร และเราเตรียมตัวไว้ดีพอแล้วหรือยัง
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่สังกัดอยู่





