สถาบันภูมิอากาศโลกคาดการณ์ว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะเอลนีโญที่รุนแรงและยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2570 โดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เตรียมรับมือเชิงรุก โดยสั่งการให้จัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูง (Big Data) และแผนที่ความเสี่ยงระดับตำบล
KEY POINTS
- สถาบันภูมิอากาศโลกคาดการณ์ว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะเอลนีโญที่รุนแรงและยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2570
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เตรียมรับมือเชิงรุก โดยสั่งการให้จัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูง (Big Data) และแผนที่ความเสี่ยงระดับตำบล
- ข้อมูลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยผลพยากรณ์ 3 สถาบันโลก ชี้ไทยเสี่ยงเผชิญ "เอลนีโญ" ยาวนานถึงต้นปี 2570 มอบหมายกรมลดโลกร้อนยกระดับเชิงรุก เปิดฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงและแผนที่ความเสี่ยงระดับตำบล หวังใช้เทคโนโลยีนำทางภาคเกษตร-ผังเมือง ปรับตัวสู้ระบบสภาพอากาศสุดขั้วอย่างยั่งยืน
สัญญาณเตือนวิกฤติ เอลนีโญลากยาวและทวีความรุนแรง
ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับ อากาศที่ร้อนจัด ฝนตกน้อยลง เสี่ยงภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ และเกิดไฟป่า
ผลการวิเคราะห์ล่าสุดจาก 3 หน่วยงานสภาพภูมิอากาศชั้นนำระดับสากล ได้แก่ NOAA, IRI และ ECMWF ชี้ผลลัพธ์ตรงกันว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มสูงถึง 96 - 98% ที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะ "เอลนีโญ" ในช่วง มิ.ย. - ก.ค. 2569 และจะต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงต้นปี 2570
เกณฑ์ความรุนแรง วัดจากความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเล (พื้นที่ Niño 3.4) แบ่งเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับอ่อน (0.5−0.9 องศา) ไปจนถึงระดับรุนแรงมาก หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติตั้งแต่ ≥2.0 องศา ขึ้นไป ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง (เช่น ปี พ.ศ. 2525–2526 , 2540–2541 และ 2558–2559) และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศคาดการณ์ว่า วิกฤติดังกล่าวจะพุ่งขึ้นสู่ระดับรุนแรงที่สุดในช่วงเดือน พ.ย. 2569 ถึง ม.ค. 2570 ซึ่งหากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล พร้อมสั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) เร่งจัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูง เพื่อเป็นเครื่องมือยับยั้งความสูญเสียและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ
เจาะลึกผลกระทบ ฝนน้อยกว่าปกติ-ฤดูหนาวอบอุ่นขึ้น
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงฉากทัศน์ผลกระทบต่อประเทศไทยใน 2 มิติหลัก ได้แก่
- มิติด้านปริมาณน้ำฝน: ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2569 ถึง ม.ค. 2570 ปริมาณฝนรวมในหลายพื้นที่ชะลอตัวและต่ำกว่าค่าปกติ แม้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน (มิ.ย. - ส.ค.) ความชื้นจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ก็อาจไม่เพียงพอหากเอลนีโญทวีความรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงปลายฤดูฝน (ก.ย. - ต.ค.) มีแนวโน้มว่าพายุหมุนเขตร้อนจะก่อตัวห่างจากชายฝั่งเอเชีย ทำให้โอกาสที่ฝนจะตกในไทยลดน้อยลง รวมถึงภาคใต้ที่จะเผชิญภาวะฝนแล้งในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคมด้วย
- มิติด้านอุณหภูมิ: อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศจะปรับตัวสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลให้สภาพอากาศโดยรวมอบอุ่นขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือน ธ.ค. 2569 ถึง ก.พ. 2570 ซึ่งจะทำให้ฤดูหนาวปีนี้ไม่หนาวเย็นเท่าปีที่ผ่านมา
เปิด Roadmap เทคโนโลยี นวัตกรรมฐานข้อมูลความละเอียดสูง
เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการ "ตั้งรับ" มาเป็นการ "ป้องกันเชิงรุก" กรมลดโลกร้อนได้พัฒนาชุดข้อมูลและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เพื่อกระจายให้หน่วยงานต่างๆ นำไปใช้วางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว ภายใต้ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) ดังนี้
- ข้อมูลคาดการณ์ภูมิอากาศถึงปี ค.ศ. 2100 ความละเอียด 25 x 25 กม. และ 5 x 5 กม. พัฒนาภายใต้แบบจำลองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปัจจุบัน (SSP2-4.5) และระดับสูง (SSP5-8.5) ครอบคลุมอุณหภูมิ ฝน และความชื้น
- ชุดข้อมูลความเสี่ยงน้ำท่วมในแม่น้ำ ความละเอียด 90 x 90 เมตรร่วมมือพัฒนาพาร์ทเนอร์กับ บริษัท เวเธอร์ นิวส์ อิงค์ (คาดแล้วเสร็จต้นปี 2570)
- แผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Map) ความละเอียด ระดับตำบลครอบคลุมภัยแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม และการหนุนของน้ำทะเล (คาดแล้วเสร็จปี 2571)
3 ประโยชน์หลักของ "Climate Risk Map" สู่ความยั่งยืน
- การชี้เป้าพื้นที่เปราะบางเชิงรุก การบูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศเข้ากับข้อมูลเชิงพื้นที่ความละเอียดสูง ช่วยให้ภาครัฐสามารถระบุพิกัดชุมชน พื้นที่เกษตร และเขตเศรษฐกิจที่เสี่ยงภัยได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณและกำลังคนได้ตรงจุด
- การรักษาความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจฐานราก แผนที่ความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็น "เข็มทิศ" ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูก เลือกสายพันธุ์พืชที่ทนแล้ง และบริหารจัดการน้ำสำรองได้อย่างทันท่วงที ช่วยปกป้องเสถียรภาพทางรายได้ของภาคเกษตรกรรม
- การวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น (Climate Resilience) ข้อมูลเชิงลึกนี้จะถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในงานวิศวกรรมและผังเมือง หลีกเลี่ยงการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงภัย และออกแบบระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนนและทางระบายน้ำ ให้รองรับสภาพอากาศแปรปรวนในอนาคต
ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดคือการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีโครงสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มแข็ง โดยอาศัยความร่วมมือและส่วนร่วมจากภาคประชาชนเป็นสำคัญ





