สํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวม: ปริมาณน้ำรวม: 56% ของความจุเก็บกัก (45,078 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ: 37% (20,969 ล้าน ลบ.ม.)
สถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อ่างเก็บน้ำบางพระ 45 ล้าน ลบ.ม. 39% ,อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 81 ล้าน ลบ.ม. 50%, อ่างเก็บน้ำประแสร์ 155 ล้าน ลบ.ม. 52%
ในส่วนคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักสะสม 3 วันล่วงหน้า ช่วงวันที่ 10 – 12 มิ.ย. 69 มากกว่า 200 มม. (10 อันดับสูงสุด) ได้แก่ จ.ระยอง (อ.บ้านค่าย วังจันทร์ ปลวกแดง และเมืองระยอง) จ.จันทบุรี (อ.มะขาม และเขาคิชฌกูฏ) และจ.ตราด (อ.เมืองตราด และคลองใหญ่)
ทั้งนี้ ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ถึง 31 ต.ค.ของทุกปี (ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งเริ่ม 1 ก.ย. และสิ้นสุด 28 ก.พ.ของปีถัดไป)
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และรายงานผลให้ กนช. ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำหลาก ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ
โดยรัฐบาลได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานภายใต้ 9 มาตรการสำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน ได้แก่ 1. คาดการณ์ ชี้เป้า และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า โดยเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ฝนและสถานการณ์น้ำ จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วง พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
2. ทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตล่วงหน้า
3. เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ และบุคลากร ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งสำรวจ ซ่อมแซม และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
4. ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของคันกั้นน้ำ เขื่อน ทำนบ และพนังกั้นน้ำ พร้อมจัดทำแผนสำรองและแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดความเสียหายหรือเกิดน้ำหลากฉับพลัน
5. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ เร่งกำจัดผักตบชวา วัชพืชลอยน้ำ และขุดลอกทางระบายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่เปราะบาง
6. จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดเตรียมศูนย์พักพิง พื้นที่อพยพ อุปกรณ์ยังชีพ รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบางและการเคลื่อนย้ายปศุสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง
7. เร่งเก็บกักน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำช่วงปลายฤดูฝน เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินให้เต็มศักยภาพ
8. สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและชี้แจงข่าวเท็จอย่างทันท่วงที
9. ติดตาม ประเมินผล และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและคณะกรรมการลุ่มน้ำจะติดตาม วิเคราะห์ และสรุปผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูฝน
“มาตรการปี 2569 ได้รับการปรับปรุงจากปีที่ผ่านมา โดยเน้นการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และการบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้ามากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เปราะบาง เช่น โรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชนเสี่ยงภัย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การจัดทำจุดเฝ้าระวังความเสี่ยงล่วงหน้า และการเตรียมแผนฟื้นฟูหลังเกิดภัยอย่างเป็นระบบ”
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำและการเตรียมรับมือฤดูฝน ปี 2569 ประกอบกับการคาดการณ์ว่าขณะนี้สภาวะเอนโซ (ENSO) อยู่ในช่วงเป็นกลาง และมีแนวโน้มที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป
ดังนั้นจึงกำหนด การบริหารจัดการน้ำเชิงลึกไว้ ดังนั้น 1. ด้านการติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ โดยให้ความสำคัญทั้งการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง การสนับสนุนภาคการเกษตร และการดูแลประชาชน ดังนี้ ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลและผลการคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) และ สํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จัดทำฉากทัศน์ทั้งกรณีเอลนีโญระดับอ่อนและระดับรุนแรง พร้อมกำหนดจุดตัดสินใจ (Trigger Point) ในการปรับแผนบริหารจัดการน้ำเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับการดำเนินงานได้ทันต่อสถานการณ์
2. ด้านการเก็บกักและสำรองน้ำต้นทุน ทบทวนเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้สอดคล้องกับแนวโน้มเอลนีโญ โดยเร่งเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน พร้อมสำรองน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้งของปีถัดไป
3. ด้านการเร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกระยะ ทั้งขั้นการศึกษา ออกแบบ และก่อสร้าง ให้เป็นไปตามแผนงานและกรอบเวลา ควบคู่กับการเพิ่มความจุเก็บกัก การพัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำและแก้มลิง และการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งและกระจายน้ำในระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่
4. ด้านการเตรียมความพร้อมรับน้ำหลาก กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอกคูคลอง และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง พร้อมเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และบุคลากร ให้สามารถเคลื่อนย้ายเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงเฝ้าระวังพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอย่างใกล้ชิด
5. ด้านการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง จัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ คือ การอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม อย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมวางแผนการเพาะปลูกร่วมกับเกษตรกรและส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ
6. ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จัดทำแผนสร้างความมั่นคงด้านน้ำระยะยาวเพื่อรองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ (Water Grid) และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานชลประทานให้ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งนี้ การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและระบบกระจายน้ำระดับไร่นาและชุมชน ให้บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง โดยยึดหลักวิชาการและความเหมาะสมเชิงวิศวกรรมเป็นสำคัญ
7. ด้านการบูรณาการและการสื่อสารกับประชาชน บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนภัยต่อเกษตรกรและประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถวางแผนการใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า
แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างฤดูฝนกับภาวะเอลนีโญแต่ก็วางใจไม่ได้ว่า สถานการณ์น้ำจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ประชาชน หรือ เศรษฐกิจโดยรวม เพราะสภาวะอากาศปัจจุบัน ถ้าจะแล้งก็แล้งรุนแรง ถ้าฝนตกก็ตกอย่างหนักดังนั้น การวางแผนจัดการที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด


