สภาพัฒน์กําลังยกร่างกรอบแผนพัฒนาฉบับที่ 14 (ปี 2571-2575) และเชิญผมร่วมให้ความเห็นในงานรับฟังความเห็นสัปดาห์นี้ ซึ่งผมติดงานไปร่วมไม่ได้ จึงขอให้ความเห็นทางสาธารณะผ่านคอลัมน์นี้แทน
แบ่งเป็นสองบทความ สัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า วันนี้ขอเริ่มด้วยบทความแรก “ทําไมเศรษฐกิจไทยโตต่ำ” นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
สภาพัฒน์ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยยังไปไม่ได้ไกล มีปัญหาเกือบทุกมิติ จึงต้องการให้แผนฉบับที่14 มีการขับเคลื่อนจริงจังเพื่อแก้ปัญหา การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากความเข้าใจปัญหาที่ถูกต้อง จากนั้นวินิจฉัยหาสาเหตุของปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข ไม่ต่างกับหมอที่รักษาคนไข้ ที่ต้องวินิจฉัยโรคที่คนไข้มีอย่างแม่นยำเพื่อนำไปสู่การรักษา
เศรษฐกิจไทยก็เช่นกัน ต้องวินิจฉัยโรคที่เศรษฐกิจมี จากนั้นก็รักษา อันไหนต้องทําด่วนต้องผ่าตัดปฏิรูปก็ต้องทํา เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงขึ้นได้ ประเทศหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งถ้าชัดเจนทั้งปัญหาและการแก้ไข ประชาชนจะสนับสนุน
ในความเห็นผม ซึ่งตรงกับความเห็นของสภาพัฒน์ ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย คืออัตราการเติบโตที่ต่ำ ทำให้คนในประเทศขาดรายได้ ความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น บ้านเมืองไม่เจริญ แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีในอดีตเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน ขับเคลื่อนโดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมส่งออกและอัตราค่าจ้างที่ไม่แพง
แต่พอโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น อัตราค่าจ้างในประเทศสูงขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจต้องมาจากผลิตภาพ คือความสามารถในการผลิต จากเทคโนโลยี คุณภาพของสถาบันภาครัฐ ทรัพยากรมนุษย์ นวัตกรรม นี่คือสิ่งที่เศรษฐกิจไทยทําไม่ได้ เศรษฐกิจจึงขยายตัวตํ่าต่อเนื่อง
ตัวเลข OECD ชี้ว่า การเติบโตของผลิตภาพการผลิต (TFP) ของไทยช่วง 2558-2566 เป็นศูนย์ในทุกสาขาการผลิต หมายความว่า แม้โลกจะก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี แต่คนไทยยังผลิตได้มูลค่าเท่าเดิม นี่คือปัญหา
การวินิจฉัยโรคชี้ว่าปัญหาที่เศรษฐกิจมีแบ่งได้เป็นสามกลุ่มที่ต้องแก้ไข กลุ่มแรก ปัญหาผลิตภาพต่ำในสาขาเศรษฐกิจหลักของประเทศ คือ เกษตร ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม นี่คือปัญหาการเติบโต กลุ่มสอง ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปิดกั้นการแก้ปัญหาและการเติบโต นี่คือพฤติกรรมหรือสิ่งที่สังคมมีที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา และต้องเปลี่ยน
กลุ่มสาม คือปัญหาที่ต้องบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบระยะยาว เช่น สังคมสูงวัย โลกร้อน บทความวันนี้จะมุ่งที่ปัญหาสองกลุ่มแรก
กลุ่มแรก การเติบโต เริ่มจากภาคเกษตรซึ่งสำคัญมาก เพราะผลิตอาหารให้คนทั้งประเทศ เป็นภาคส่งออกสําคัญ และเป็นที่มาหลักของรายได้ของคนเกือบหนึ่งในสามของประเทศ ปัญหาคือ ผลิตภาพภาคเกษตรไม่เพิ่มขึ้นเลยช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
โลกทั้งโลกในภาคเกษตรเหมือนอยู่นิ่งไม่เปลี่ยนแปลง เป็นผลจากพื้นที่ชลประทานที่จำกัดเพียง 22% ของพื้นที่เพาะปลูก ระดับการใช้เทคโนโลยีที่ต่ำ เเรงงานสูงวัยเพราะลูกหลานไปทํางานในเมือง
และนโยบายรัฐที่เน้นแก้ปัญหาระยะสั้นคือเเจก อุดหนุน ประกันราคา ไม่แก้โครงสร้างคือความสามารถในการผลิต ผลคือ ภาคเกษตรทรุดลงต่อเนื่อง สัดส่วนในผลผลิตประเทศลดลงไม่ถึง 10% ดึงให้เศรษฐกิจตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ความยากจนเพิ่มขึ้น เป็นเหยื่อให้กับระบบอุปถัมภ์และประชานิยม
ภาคอุตสาหกรรมของประเทศใหญ่และเป็นจุดแข็ง แต่ผลิตภาพตํ่าเช่นกันเพราะไม่ปรับตัว เมื่อโลกเปลี่ยนและต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ไม่ลงทุน ไม่สร้างนวัตกรรมที่นําไปสู่การผลิตมูลค่าสูงขึ้น มีเพียง 12% ของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมที่ทํา เศรษฐกิจจึงติดกับดักรายได้ปานกลาง กําลังการผลิตเหลือมากเพราะผลิตได้แต่ของเดิม ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นผู้รับจ้างผลิต ไม่มีสินค้าหรือนวัตกรรมของตนเอง
ตัวอย่างที่ดีคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่นโยบายอยากให้ประเทศเป็นฮับผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ให้เเรงจูงใจมากกับนักลงทุนต่างประเทศ แต่อุตสาหกรรมในประเทศและห่วงโซ่การผลิตไม่ปรับตัว ไม่พร้อมลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน ตลาดจึงเต็มไปด้วยรถไฟฟ้าราคาถูกจากต่างประเทศ
ส่วนภาคท่องเที่ยวแม้เป็นจุดแข็ง เป็นแบรนด์ระดับโลก ผลิตภาพก็ต่ำ วัดจากมูลค่าต่อจีดีพีที่ได้จากนักท่องเที่ยวต่อคน เพราะการท่องเที่ยวเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ อุตสาหกรรมและบุคลากรมีทักษะไม่พอ ไม่สามารถใช้เทคโนโลยียกระดับการท่องเที่ยวไปสู่มูลค่าสูง เป็นปัญหาเดียวกับภาคอุตสาหกรรม และถ้าไม่ปรับตัว ก็เสี่ยงที่จะเสียพื้นที่ให้กับเเหล่งท่องเที่ยวอื่นที่ราคาถูกกว่า
จึงชัดเจน ทั้งสามสาขาเศรษฐกิจหลักของประเทศมีปัญหาผลิตภาพการผลิตต่ำเหมือนกันหมด นี่คือเหตุผลทําไมเศรษฐกิจไทยจึงขยายตัวต่ำต่อเนื่อง ไม่มีตัวดึงให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง นอกจากนี้ที่ไม่หลุดเพราะเรามีปัญหากลุ่มสอง คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปิดกั้นการแก้ปัญหาและการเติบโต เป็นปัญหาที่เกิดจากสิ่งที่เราทํา ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่เกิดขึ้น
1.ระบบราชการที่ใหญ่มากและฝังลึกในทุกส่วนของสังคม จุดเด่นของระบบคือ ความสามารถในการทำหน้าที่ เช่น ระบบสาธารณสุข มีบุคลากรที่มีความสามารถ ขับเคลื่อนได้เร็วเมื่อต้องการ แต่จุดอ่อนคือ วัฒนธรรมการทํางานที่ตัดสินใจช้า มีขั้นตอนมาก ไม่โปร่งใส ไม่พร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ และไม่ค่อยตอบรับการเปลี่ยนแปลง
มีระบบอุปถัมภ์ที่ฝังลึกทั้งภายในระบบราชการและที่โยงกับนักการเมืองและภาคธุรกิจ การทุจริตคอร์รัปชันรุนแรง สิ่งเหล่านี้คือข้อจำกัดที่หน่วงรั้งการแก้ปัญหาไม่ให้เดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น
2.ความไม่เสรีของการแข่งขัน การแข่งขันเป็นหัวใจของเศรษฐกิจทุนนิยมที่สร้างการเติบโต แต่ในเศรษฐกิจเราโครงสร้างการแข่งขันเอื้อกับธุรกิจขนาดใหญ่ บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ บริษัทที่ได้สัมปทาน รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ผลิตหรือให้บริการรายเดียวที่มีอํานาจเหนือตลาด เป็นโครงสร้างแบบกึ่งผูกขาดโดยเฉพาะในหลายสินค้าที่จำเป็น ไม่ใช่ตลาดที่มีการแข่งขันเสรี
ส่วนหนึ่งเพราะอำนาจทางเศรษฐกิจของผู้เล่นรายเดิมที่มีมาก อีกส่วนเกิดจากนโยบายรัฐที่ไม่ทําตามเงื่อนไขตลาดเสรี ปกป้องผู้เล่นบางกลุ่ม ทําให้สนามแข่งขันเอียงไม่เป็นธรรม ปิดกั้นโอกาสของธุรกิจรายใหม่ การกํากับดูแลตามกฎหมายก็อ่อน ผลคือต้นทุนสินค้าในประเทศสูง เช่น พลังงาน การลงทุนใหม่ๆรวมทั้งจากต่างประเทศจึงลดลง
3.ประเทศเรามีเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่มาก อาจถึงกว่า 40% ของเศรษฐกิจในระบบ เศรษฐกิจนอกระบบมีทั้งที่ถูกกฎหมาย เป็นพลังเงียบ มีศักยภาพจะเติบโตและเป็นฐานภาษี แต่มาตรการรัฐเข้าไม่ถึง ส่วนที่ผิดกฎหมาย เช่น ทุนเทา สินเชื่อนอกระบบ เเรงงานผิดกฎหมาย นอมีนี การฟอกเงิน ล้วนบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ แต่อยู่ได้ด้วยความหละหลวมของหน่วยงานรัฐ
การมีอยู่ของเศรษฐกิจในระบบและเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่เป็นโครงสร้างที่จำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะทำให้มาตรการรัฐไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทั่วถึง และถ้าไม่แก้ เศรษฐกิจในระบบจะลดขนาดลง ไม่โต เพราะทุกอย่างจะไหลไปนอกระบบตามแรงจูงใจที่ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ถูกควบคุม แต่ได้ประโยชน์จากสิทธิและทรัพยากรของรัฐเช่นกันในฐานะประชาชน นี่คือปัญหา
สรุป ต้นเหตุที่ทําให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ คือผลิตภาพและอุปสรรคที่มีต่อการแก้ปัญหา เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยมีที่ต้องแก้ไขจริงจัง ส่วนจะแก้อย่างไร ต้องผ่าตัดอะไรบ้าง ขอเป็นบทความสัปดาห์หน้า

