‘3แบงก์ใหญ่’ เตือนโจทย์หินปี69 เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจธนาคาร ‘เหนื่อยรอบด้าน’

‘3แบงก์ใหญ่’ เตือนโจทย์หินปี69 เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจธนาคาร ‘เหนื่อยรอบด้าน’

“3 แบงก์ใหญ่” ชี้ธุรกิจธนาคารปี 69 ไม่ง่าย “ชาติศิริ” ชี้ภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ ย้ำธนาคารต้องกลับมาให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้-ดูแลลูกค้าคุมต้นทุนรอบคอบ “กฤษณ์” ชี้เป็นปีแห่งความท้าทายรอบด้าน หวังเห็นการเติบโต แต่ต้องมาพร้อมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีต่อเนื่อง “ผยง” เร่งแบงก์ดูแลคุณภาพสินทรัพย์ควบคู่การรับมือความเสี่ยงใหม่จากภัยพิบัติมากขึ้น

ท่ามกลาง “เศรษฐกิจไทย” ที่ขยายตัวอย่าง “จำกัด” ธนาคารพาณิชย์ไทย (แบงก์) กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ต่อเนื่องในปี 2569 โดยหลายธนาคารยังหวังเห็นการเติบโตของธุรกิจต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้ดีต่อเนื่อง

ภายใต้ “เศรษฐกิจเติบโตระดับต่ำ” ดังนั้น โจทย์ใหญ่ปี 2569 ที่ยังต้องทำต่อเนื่องคือการดูแลลูกค้าและคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า โจทย์ท้าทายปี 2569 มีหลายปัจจัยที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และต่อธุรกิจแบงก์โดยรวมให้มีความท้าทายมากขึ้น

โดยมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงประมาณ 2% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ไม่สูงนักทำให้การขยายตัวของธุรกรรมทางเศรษฐกิจในหลายด้านไม่สามารถขยับได้มาก ธนาคารและภาคธุรกิจจึงต้องหาวิธีสร้างโอกาสใหม่ ๆ เพื่อให้การค้าขายและการลงทุนสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ดังนั้นภายใต้บริบทนี้ บทบาทของธนาคารคือการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและเปิดโอกาสใหม่ๆให้ลูกค้าสามารถเพิ่มธุรกรรมทางธุรกิจของตนเองได้

โดยมองว่าภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตในระดับจำกัด ธนาคารต้องอาศัยเครือข่ายที่มีอยู่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงลูกค้าให้สามารถค้าขายสินค้า ลงทุน หรือเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละรายมากขึ้น

สำหรับความท้าทายของธุรกิจธนาคารในปีหน้าหนึ่งในโจทย์สำคัญคือ การให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้ การลดความเสี่ยง และการควบคุมต้นทุน เป็นแนวทางที่ธนาคารให้ความสำคัญเช่นกัน แต่การเติบโตยังสามารถทำได้ หากมีโอกาสที่เหมาะสม ธนาคารก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

สำหรับภาพรวมสินเชื่อในปีหน้าธนาคารยังคงพยายามผลักดันการเติบโตและยังมีโครงการสินเชื่อในระดับหนึ่ง ที่ยังเติบโตได้จากลูกค้าหลากหลายกลุ่มทั้งลูกค้ารายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย เพียงแต่อัตราการเติบโตของแต่ละกลุ่มอาจแตกต่างกันไป

ในมุมของความเสี่ยงสิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจและทำธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อกิจการของลูกค้าดำเนินไปได้ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงเดินหน้า

ในประเด็นคุณภาพหนี้และหนี้เสียธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ธนาคารดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะใช้แนวทางเดียวกันต่อไป โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการคัดกรองลูกค้าแต่อย่างใด

ซึ่งมองว่าหลังธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการได้ และระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถรองรับได้

สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธนาคารจึงต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งช่วยให้ลูกค้าปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผ่านการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ และแนวคิดด้านความยั่งยืน เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับตลาดที่เปลี่ยนไป และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานได้

ส่วนของแผนธุรกิจปีหน้ายังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายละเอียด โดยยังไม่สามารถสรุปตัวเลขเป้าหมายได้ในขณะนี้ แต่การดำเนินงานจะเป็นไปตามแนวทางและเป้าหมายที่วางไว้

ด้านธุรกิจต่างประเทศ พอร์ตต่างประเทศยังถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อธนาคาร รายได้จากต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนใกล้เคียงเดิม และการขยายตัวจะเป็นการต่อยอดจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

สำหรับความเสี่ยงหนึ่งที่ธนาคารพิจารณามากขึ้น คือจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ที่ธนาคารมองความเสี่ยงจาก climate change และอุทกภัย

ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องให้ความระมัดระวังและดูแลอย่างรอบคอบ ซึ่งในส่วนของธนาคารได้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับสภาพตลาด และมีการดูแลการดำเนินงานในพื้นที่ต่างๆอย่างเหมาะสม

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์มองว่าปีหน้าจะเป็นปีที่มี “ความท้าทายค่อนข้างมาก”

ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองเห็นตรงกันอยู่แล้ว โดยความท้าทายดังกล่าวไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ทั้งจากต่างประเทศ จากภายในประเทศ รวมถึงจากโครงสร้างเชิงระบบของภาครัฐและระบบราชการด้วย

ในมิติของต่างประเทศยังมองว่าโลกยังไม่ได้หลุดพ้นจากความไม่แน่นอน เรื่องสงครามการค้าและการกีดกันทางการค้ายังคงเป็นประเด็นที่ยังไม่แน่นอนขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังคงมีอยู่และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด

นอกจากนี้โลกกำลังหมุนเข้าสู่ทิศทางของการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ และรูปแบบการแข่งขัน ดังนั้นประเทศไทยเองอาจจะยังปรับตัวได้ช้ากว่าโลกในหลายเรื่อง ซึ่งยิ่งทำให้ความท้าทายจากภายนอกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น

หากหันกลับมามองบริบทภายในประเทศเรายังอยู่ภายใต้ “หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง”และยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศยังมีความเปราะบาง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ

ดังนั้นปัจจัยเหล่านี้ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายก็ตาม

ในอีกมิติ คือสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากสามารถเร่งให้การเลือกตั้งกลับมาได้ก็อาจช่วยให้เกิดนโยบายใหม่ๆที่เข้ามาช่วยผ่อนคลายหรือพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง

ด้านบทบาทของแบงก์ภายใต้ความท้าทายรอบด้านบทบาทของธนาคาร ต้องไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปล่อยสินเชื่อเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็นธนาคารอย่างแท้จริงคือทั้งอำนวยความสะดวกด้านการเข้าถึงสินเชื่อ และให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนควบคู่กันไป

หากวิกฤตหนี้ขยายตัวและปัญหาสะสมมากขึ้น สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือใช้ให้น้อยลง วางแผนการเงินให้มากขึ้นและธนาคารเองก็ต้องมีบทบาทในการชวนประชาชนเข้ามาวางแผนการเงินอย่างจริงจังมากกว่าเดิม”

สำหรับการเติบโตของธนาคารปีหน้า ภายใต้การคาดการณ์เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพธนาคารไทยพาณิชย์ในปีหน้ายังคงตั้งเป้าเห็นการเติบโตของสินเชื่อยังคงเป็นบวก

แต่การเติบโตดังกล่าวจะเป็นการเติบโตแบบเลือกโดยเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจและลูกค้าที่ธนาคารเชื่อว่ายังสามารถไปต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ธนาคารมีความเข้าใจเป็นอย่างดี หรือธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้บางธุรกิจอาจไม่ได้อยู่ในกระแสหลักของโลกาภิวัตน์ แต่หากเป็นลูกค้าที่มีคุณภาพ มีวินัยทางการเงิน และมีความสามารถในการแข่งขัน ธนาคารก็ยังพร้อมสนับสนุน

“ปีหน้าจะเป็นปีที่ไทยพาณิชย์ยังเดินหน้าเติบโตในทุกมิติ แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มที่มีโจทย์อนาคตชัดเจน หรือเป็นผู้ผลิตต้นทุนต่ำ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และมีวินัยทางการเงินที่ดี สินเชื่อที่คาดหวังว่าจะโตต่อคือสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เราเป็นผู้นำตลาด และสินเชื่อยานยนต์ที่เริ่มตกตะกอนมากขึ้น”

ดังนั้นเป้าหมายการเติบโตปีหน้าสิ่งที่สำคัญ คือไม่ใช่เน้นที่การเติบโตโดดเด่นในปีหน้า แต่ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม”โดยดูแลลูกค้าที่มีความเข้มแข็งต่อไป

สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ในปีหน้า ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการเติบโตกับคุณภาพสินทรัพย์แต่ต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน เป็น Dual Mandate ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหล่านี้คือโจทย์ที่ยาก แต่ธนาคารพยายามปรับโครงสร้างภายในให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และการเชื่อมโยงหน่วยงานภายในให้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น โดยตั้งเป้าไม่ให้ระดับ NPL สูงไปกว่าปัจจุบัน”

  • ปีแห่งการท้าทายของสถาบันการเงิน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า สำหรับมุมมองเศรษฐกิจปีหน้าในมุมของอุตสาหกรรมธนาคาร หลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่เหนื่อยสำหรับผู้ประกอบการ โดยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเมินกันอยู่ที่ราวประมาณ 1.5-1.8%

ในมุมของสถาบันการเงินก็ยอมรับว่ามีความท้าทายเพิ่มขึ้น ดังนั้นธนาคารเองต้องกลับมาให้ความสำคัญมากขึ้นในการช่วยเหลือลูกค้าและการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ยังต้องเดินควบคู่กัน การจะเน้นด้านใดด้านหนึ่งขึ้นอยู่กับพลวัตของเศรษฐกิจ เพราะธนาคารไม่สามารถดำเนินนโยบายสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจจริงได้ แม้ทุกฝ่ายอยากเห็นการเติบโตแต่การเติบโตต้องมีองค์ประกอบรองรับไม่ใช่เพียงการอัดเงินเข้าไปในระบบ

ประเด็นที่น่ากังวลต่อเนื่องคือสภาพคล่องในระบบและระดับหนี้สาธารณะ ซึ่งอยู่ในระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

และอีกประเด็นสำคัญที่ธนาคารให้ความสำคัญมากขึ้นคือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งกำลังกลายเป็นภาวะปกติใหม่ หรือnew norm จากความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้มาตรฐานการประเมินความเสี่ยงในแต่ละปีต้องเปลี่ยนไป

แต่คำถามสำคัญคือโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ ในการรองรับการดูแลกลุ่มเปราะบางเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ การมีประกันที่ครอบคลุม หรือการมีทรัพยากรส่วนกลางจากภาษีประชาชนเพื่อเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเร่งหารือเพื่อยกระดับระบบให้รองรับความเสี่ยงใหม่ ๆ

สำหรับภาคธนาคารเอง ภัยพิบัติก็เป็นความท้าทายใหม่เช่นกันเพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุ ธนาคารย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง