พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” เส้นทางรถไฟชานเมือง สายสีแดงอ่อน “นครวิถี” - สายสีแดงเข้ม “ธานีรัถยา” และทอดพระเนตรนิทรรศการ “วิวัฒน์รถไฟไทย”
วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) เวลา 17.22 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยัง สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ทรงเปิด “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” เส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน “นครวิถี” และเส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม “ธานีรัถยา” และทรงทอดพระเนตรนิทรรศการ “วิวัฒน์รถไฟไทย” ซึ่งกระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์กลางระบบราง เพื่อเป็นสถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทดแทนสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) เปิดให้บริการครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564
โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามว่า “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” มีความหมายว่า “ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งแห่งกรุงเทพมหานคร” มีพื้นที่รวม 2,475 ไร่ สามารถขยายสถานีเพื่อรองรับรถไฟหลากหลายระบบ ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ เป็นการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสามารถเชื่อมต่อการเดินทางไปยังทุกจุดหมาย และรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการเดินทางของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าระหว่างประเทศ
โอกาสนี้ ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” เส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน “นครวิถี” และเส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม “ธานีรัถยา” โดยชื่อรถไฟทั้งสองเส้นทางเป็นชื่อพระราชทานที่มีความหมายเดียวกันว่า “เส้นทางของเมือง”
เส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์-ตลิ่งชัน ระยะที่ 1 “นครวิถี” มี 4 สถานี ได้แก่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์, สถานีบางซ่อน, สถานีบางบำหรุ และสถานีตลิ่งชัน ระยะทาง 15.20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที
ส่วนรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์-รังสิต ระยะที่ 1 “ธานีรัถยา” มี 10 สถานี ได้แก่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์, สถานีจตุจักร, สถานีวัดเสมียนนารี, สถานีบางเขน, สถานีทุ่งสองห้อง, สถานีหลักสี่, สถานีการเคหะ, สถานีดอนเมือง, สถานีหลักหก และสถานีรังสิต ระยะทาง 26.30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที
ในการนี้ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายบัตรโดยสารทองคำ เส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน “นครวิถี” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายบัตรโดยสารทองคำ เส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม “ธานีรัถยา” แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แล้วพระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้มีอุปการะคุณ
อาคาร “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” แบ่งเป็น 4 ชั้น ได้แก่
- ชั้นใต้ดิน เป็นลานจอดรถสำหรับบุคคลทั่วไป และผู้พิการ
- ชั้นที่ 1 เป็นชั้นจำหน่ายบัตรโดยสารรถไฟ มีโถงพักคอยและรับผู้โดยสาร รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้ามหานครสาย “เฉลิมรัชมงคล” และเชื่อมต่อรถประจำทางสาธารณะรูปแบบอื่น ๆ
- ชั้นที่ 2 ให้บริการรถไฟทางไกล และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง
- ชั้นที่ 3 เป็นพื้นที่เตรียมรองรับรถไฟความเร็วสูง และรถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน
ปัจจุบัน สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ให้บริการรถไฟทางไกลเชื่อมโยงการเดินทางจากทุกภูมิภาค สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายใต้ สายตะวันออก และสายตะวันตก เข้าสู่ส่วนกลาง รวมถึงรถไฟชานเมืองสายสีแดง ขนส่งประชาชนระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
โอกาสนี้ ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยในแผ่นศิลา แล้วทอดพระเนตรนิทรรศการ “วิวัฒน์รถไฟไทย” ประกอบด้วยนิทรรศการย่อย
“สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ศูนย์กลางระบบรางยุคใหม่ เชื่อมไทยสู่อนาคต” เป็นศูนย์รวมการเดินทางและขนส่งทางรางทั้งรถไฟชานเมือง รถไฟทางไกล รถไฟความเร็วสูง และระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมโยงการเดินทางอย่างต่อเนื่องหลากหลายรูปแบบ เชื่อมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และเชื่อมประเทศไทยสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
“รถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี และสายธานีรัถยา” ซึ่งเป็นระบบรางหลัก เชื่อมกรุงเทพมหานคร-ปริมณฑล 4 ทิศทาง มีทั้งหมด 3 ระยะ เชื่อมโยงย่านใจกลางเมืองกับพื้นที่ชานเมืองให้เป็นพื้นที่เดียวกัน ซึ่งระยะที่ 1 เปิดให้บริการแล้ว
“จากพระราชดำริ....สู่รากฐานการพัฒนาประเทศ” โดยกิจการรถไฟไทย เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงนำพาประเทศก้าวสู่ความศิวิไลซ์ทัดเทียมนานาประเทศ เปิดเดินรถระหว่างกรุงเทพฯ-อยุธยา เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439 และพัฒนาเรื่อยมาจนมีระยะทางรวมกว่า 977 กิโลเมตร
“บริการรถไฟหลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทุกการเดินทางของประชาชน” จัดแสดงประวัติรถไฟไทยแต่ละแบบ
“ย่านธุรกิจแห่งมหานคร และเมืองอัจฉริยแห่งอนาคต ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สู่ย่านธุรกิจแห่งใหม่ทางทิศเหนือของกรุงเทพมหานคร และต้นแบบ
“เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ” โดยมีสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการเดินทาง ซึ่งจะพัฒนาพื้นที่ให้ครอบคลุมทั้งด้านธุรกิจ การค้า การลงทุน การทำงาน การอยู่อาศัย การพักผ่อนหย่อนใจ นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี
จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ปลัดกระทรวงคมนาคม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายขบวนรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน “นครวิถี” จำลอง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายขบวนรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม “ธานีรัถยา” จำลอง แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ฉีดวัคซีนกลางที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ให้บริการประชาชนกว่า 3.3 ล้านคน มีส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ประชาชนและสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขของประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของสถานีในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่พร้อมรองรับภารกิจสำคัญในทุกสถานการณ์อีกด้วย









