ทส. ยกระดับรับมือ PM2.5 และไฟป่า ปี 2570 ชู 5 มาตรการสกัดมลพิษเชิงรุก พร้อมชงงบกลางจัดอุปกรณ์ป้องกันและห้องปลอดฝุ่นดูแลประชาชน
วันนี้ (5 พ.ย. 69) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 และร่วมพิจารณา (ร่าง) มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ประจำปี 2570 ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารกรมควบคุมมลพิษ โดยมีคณะผู้บริหาร ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง
ย้อนดูสถิติฝุ่น PM2.5 ปี 2568-2569 ภาพรวมดีขึ้น แต่ประมาทไม่ได้
ที่ประชุมได้สรุปและรายงานผลการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 14 ตุลาคม 2569 ซึ่งพบว่าภาพรวมคุณภาพอากาศทั่วประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า โดยค่าเฉลี่ยของปริมาณฝุ่นละอองลดลงร้อยละ 5 และจำนวนวันที่ปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผลการเฝ้าระวังตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณว่าปริมาณฝุ่นละอองเริ่มมีแนวโน้มสะสมและเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น จากการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา พบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มจะได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ร่วมกับปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole (IOD) ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้สภาพอากาศโดยรวมมีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ และกลายเป็นปัจจัยเร่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า หมอกควัน และการสะสมตัวของฝุ่น PM2.5 ทางกระทรวงฯ จึงจำเป็นต้องเร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าอย่างเข้มข้นก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่นปี 2570
ชงของบกลางสนับสนุนภารกิจไฟป่า-เกษตร-ดูแลกลุ่มเสี่ยง
นอกเหนือจากการประเมินสถานการณ์แล้ว ที่ประชุมยังได้แจ้งถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมในการขออนุมัติงบประมาณจากงบกลาง เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานสนับสนุนภารกิจแก้ไขปัญหาในหลากหลายมิติ ได้แก่
1. การป้องกันและควบคุมไฟป่า เพิ่มกำลังบำรุง ยานพาหนะ และอุปกรณ์ในการลาดตระเวนและดับไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ
2. การควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลด-เลิกการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร
3. การบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพ จัดหาอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นละออง เช่น หน้ากากอนามัยป้องกัน PM2.5 แจกจ่ายให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
เปิด (ร่าง) มาตรการรับมือ PM2.5 และไฟป่า ปี 2570 ปรับยุทธศาสตร์สู่ "การป้องกันเชิงรุก"
สำหรับ (ร่าง) มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2570 ได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นการตั้งรับและแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้นแล้ว ไปสู่ "การป้องกันและจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษเชิงรุกตั้งแต่ต้นทาง" โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและชุดข้อมูลสารสนเทศเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและการตัดสินใจ โดยครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่
1. การควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร ควบคุมการเผาอย่างเข้มงวด พร้อมส่งเสริมแนวทาง "เกษตรแบบไม่เผา" (Zero Burning) การใช้เทคโนโลยีไถกลบ และการแปรรูปชีวมวล
2. การป้องกันและควบคุมไฟป่า ตั้งจุดสกัด เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงสูง และจัดตั้งชุดปฏิบัติการร่วมในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ
3. การควบคุมฝุ่นในเขตเมือง เข้มงวดการตรวจจับควันดำจากยานพาหนะและการระบายมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงไซต์งานก่อสร้าง
4. การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านกลไกอาเซียน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) เพื่อลดจุดความร้อน (Hotspots) ในภูมิภาค
5. การบริหารจัดการภาพรวม ครอบคลุมการบริหารงบประมาณ การดูแลสุขอนามัย การจัดตั้ง "ห้องปลอดฝุ่น" ในชุมชนและโรงเรียน ตลอดจนการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แก่ประชาชน
เดินหน้าผลักดันเป็น "วาระแห่งชาติ" แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ในการประชุมครั้งนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการทำงานว่า การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจาก การบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน
การขับเคลื่อนมาตรการทั้งหมดนี้จะถูกผลักดันให้เป็น "วาระแห่งชาติ" อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน และคืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน





