วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘สรรพสามิต’ ชงใช้เงินกู้ 6,000 ล้าน ดัน ‘รถเก่าแลกรถกระบะใหม่’ อุดหนุน 40,000 บาทต่อคัน

"สรรพสามิต" เสนอใช้งบพ.ร.ก. เงินกู้ 6,000 ล้านบาท จัดทำโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" ให้การอุดหนุน 40,000 บาทต่อคัน จำนวนทั้งสิ้น 150,000 คัน ตั้งเป้ากระตุ้นตลาดรถกระบะที่ชะลอตัว ลดปัญหามลพิษ PM2.5 โดยร่วมมือกับค่ายรถยนต์ในการให้ส่วนลดเพิ่มเติม และให้ธนาคารออมสินช่วยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดภาระให้ผู้ซื้อ

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิต ได้ยื่นข้อเสนอขอใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 ด้วยวงเงินทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" ทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2570 

ทั้งนี้มีสาระสำคัญคือ ภาครัฐจะให้เงินสนับสนุนในการซื้อรถกระบะใหม่ภายใต้โครงการแก่ประชาชนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ในอัตรา 40,000 บาท ต่อคัน

จำนวนเป้าหมายทั้งสิ้น 150,000 คัน โดยจำกัดสิทธิ 1 คน ต่อ 1 คัน โดยร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Co-Pay Mechanism) เพื่อนำไปใช้เป็นเงินดาวน์หรือหักลบราคารถใหม่ทันที เพื่อเป็นการลดภาระค่างวดให้กับประชาชน 

รวมทั้งลดความเสี่ยงด้านมูลค่าหลักประกันและเพิ่มความเชื่อมั่นในการให้สินเชื่อให้กับสถาบันการเงิน ควบคู่กับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (GSB Soft Loan) ของธนาคารออมสิน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

กรมสรรพสามิต ระบุถึงสาเหตุและความจำเป็นในการดำเนินโครงการว่า ปัจจุบันข้อมูลกรมการขนส่งทางบกปี 2569 พบรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถตู้ที่มีอายุใช้งาน 10-20 ปีขึ้นไปสะสมในระบบถึง 8,175,322 คัน ในจำนวนนี้มีรถอายุ 20-30 ปีขึ้นไป 3,090,813 คัน และอายุเกิน 30 ปีอีก 1,766,218 คัน

โดยรถกระบะดีเซลที่ผ่านมาตรฐานเพียงยูโร 1 ถึงยูโร 3 ถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่น PM2.5 ซึ่งกรมควบคุมมลพิษประเมินว่ามีสัดส่วนถึง 60% ของสาเหตุฝุ่นในเขตเมือง

ทั้งนี้กรมสรรพสามิต ระบุผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ระบุว่าเฉพาะปี 2562 ฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายต่อครัวเรือนไทยสูงถึง 2.173 ล้านล้านบาท และหากรวมสารมลพิษทุกชนิดจะสูงถึง 4.616 ล้านล้านบาท ขณะที่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในกรุงเทพมหานครสูงถึง 3,777 ล้านบาท หรือ 0.065% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

อีกด้านหนึ่ง ตลาดรถกระบะซึ่งเป็นสินค้า Product Champion ของไทยกำลังชะลอตัวอย่างรุนแรง จากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

โดยข้อเสนอโครงการอ้างรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า มาตรฐานการให้สินเชื่อเช่าซื้อเข้มงวดขึ้น และสินเชื่อเช่าซื้อหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567 เนื่องจากหนี้ Stage 2 และ NPL ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคกระจุกตัวอยู่ในสินเชื่อกลุ่มนี้

กรมสรรพสามิต ระบุว่า โครงการถูกออกแบบให้จำกัดเฉพาะการแลกซื้อรถกระบะ เพราะโรงงานกำจัดซากรถยนต์ที่ได้มาตรฐานในประเทศมีกำลังรองรับสูงสุดเพียงราว 50,000 คันต่อปี หากเปิดให้รถทุกประเภทเข้าร่วมอาจเกิดภาวะคอขวด

ขณะเดียวกันยอมรับบทเรียนจากอดีตว่านโยบายกระตุ้นยานยนต์ที่ออกแบบไม่รอบคอบเคยสร้างอุปสงค์เทียมจนนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก จึงต้องกำหนดเงื่อนไขอย่างรัดกุม

คุณสมบัติผู้มีสิทธิ

สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิ ต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และมีชื่อเป็นเจ้าของรถตรงตามสมุดคู่มือจดทะเบียน จำกัด 1 คนต่อ 1 คัน

ส่วนรถเก่าต้องเป็นรถจดทะเบียนประเภท รย.1 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน, รย.2 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน และ รย.3 รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่จดทะเบียนก่อนปี 2555 ตรวจสอบเลขเครื่องยนต์และเลขตัวถังได้ เสียภาษีปีปัจจุบันครบ และไม่ติดภาระผูกพันกับสถาบันการเงินหรือถูกอายัด

ด้านรถใหม่ที่ได้รับสิทธิ ต้องเป็นรถกระบะหรือรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (PPV) ที่ผลิตในประเทศ เครื่องยนต์ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 หรือยูโร 6 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 185 กรัมต่อกิโลเมตร และรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเป็นเทคโนโลยี xEV ขณะที่ผู้ผลิตที่เข้าร่วมต้องมีโรงงานผลิตรถกระบะในประเทศและเป็นผู้เสียภาษีสรรพสามิต

วิธีการรับสิทธิ

สำหรับกลไกดำเนินงานกำหนดให้ผู้แทนจำหน่ายเป็นผู้นำรถเก่าไปแจ้งเลิกใช้และเพิกถอนหมายเลขตัวถังกับกรมการขนส่งทางบก ก่อนส่งซากเข้าโรงงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมรับรองเพื่อออกใบรับรองการทำลายซาก

จากนั้นผู้ผลิตจะยื่นเอกสารการซื้อขาย เอกสารยกเลิกเลขตัวถัง และเอกสารจดทะเบียนรถใหม่ผ่านระบบสารสนเทศ โดยธนาคารออมสินทำหน้าที่จ่ายเงินแทนให้ผู้ผลิตเพื่อส่งต่อแก่ผู้แทนจำหน่าย

นอกจากเงินอุดหนุนจากรัฐ โครงการยังกำหนดกลไก Co-Pay ให้ผู้ผลิตรถยนต์ร่วมมอบส่วนลดเพิ่มเติมตามหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพื่อให้ผู้ซื้อนำไปใช้เป็นเงินดาวน์หรือหักลดราคารถทันที และให้ผู้ซื้อรถกระบะประเภท xEV ยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ "GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย" ของธนาคารออมสิน ในอัตราไม่เกิน 5% ต่อปี เพื่อลดยอดจัดสินเชื่อและความเสี่ยงหนี้เสีย

แผนการใช้จ่าย

ส่วนแผนการใช้จ่ายเงินระบุว่าจะเริ่มเบิกจ่ายในเดือน ม.ค. 2570 จำนวน 136 ล้านบาท และทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 751 ล้านบาทในเดือน ส.ค. ขณะที่เดือน ก.ย. 2570 ตั้งไว้สูงถึง 2,014 ล้านบาท เนื่องจากรวมยอดที่จะเบิกจ่ายจริงในเดือน ก.ย. ถึง ธ.ค. 2570 ได้แก่ 760 ล้านบาท 658 ล้านบาท 521 ล้านบาท และ 75 ล้านบาทตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตตั้งเป้าให้โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 310,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ลดฝุ่น PM2.5 และก๊าซ NOx อย่างน้อย 30% ในกลุ่มรถทดแทน และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการจำหน่ายรถกระบะที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 82,500 ล้านบาท

สำหรับการติดตามประเมินผล กรมสรรพสามิตจะรายงานผลต่อกระทรวงการคลังและคณะกรรมการกำกับการใช้จ่ายเงินกู้ทุกสิ้นเดือน หากการเบิกจ่ายต่ำกว่าแผนเกิน 15% จะตรวจสอบปัญหาทันที พร้อมประเมินผลระยะครึ่งแผนในเดือนที่ 8 และประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการในเดือนที่ 15