วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ไม่ใช่ครั้งแรก (และครั้งสุดท้าย) ที่สิงคโปร์-อินโดฯ ทะเลาะกันเรื่องฝุ่นไฟ

ฝุ่นควัน PM2.5 ข้ามแดนจากอินโดฯ สู่สิงคโปร์ บานปลายเป็นความขัดแย้งทางการทูต สิงคโปร์จะใช้มาตรการทางกฎหมายกับอินโดฯ ส่วนอินโดฯ จะลดการส่งออกก๊าซธรรมชาติให้สิงคโปร์

KEY POINTS

  • ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนจากไฟป่าในอินโดนีเซีย ได้บานปลายเป็นความขัดแย้งทางการทูตกับสิงคโปร์ นำไปสู่การตอบโต้ด้วยวาทกรรมระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย
  • สิงคโปร์ประกาศจะใช้มาตรการทางกฎหมายกับบริษัทที่เป็นต้นตอของไฟป่า ทำให้อินโดนีเซียตอบโต้ด้วยการลดการส่งออกก๊าซธรรมชาติ โดยอ้างเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
  • ความขัดแย้งเรื่องฝุ่นควันระหว่างสองประเทศไม่ใช่ครั้งแรก โดยเคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2015-2016 และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตตราบใดที่ปัญหาไฟป่ายังไม่ถูกแก้ไข

ไฟป่าและมลพิษฝุ่นควันข้ามแดนครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี จากกาลิมันตันข้ามไปสิงคโปร์ไม่ได้ยุติเมื่อฝนมาฟ้าใส เพราะมันได้ยกระดับเป็นความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศไปแล้ว เริ่มจากการตอบโต้ด้วยวาทกรรมของ ซยากันดา ไนโกลัน (Syahganda Nainggolan) หัวหน้าสำนักงานสื่อสารรัฐบาลอินโดนีเซียที่ระบุว่า 

“อินโดนีเซียไม่ได้แค่ส่งออกฝุ่นควัน ยังส่งออกซิเจนให้กับทั้งสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ได้รับจากป่าของอินโดนีเซีย”  

จากนั้นก็กลายเป็นปิงปอง เมื่อผู้บริหารฟากสิงคโปร์ดาหน้าโต้ โดย รัฐมนตรีประสานงานความมั่นคงแห่งชาติ และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและการยุติธรรม เค. ชันมูกัม (K. Shanmugam) สวนกลับว่า เป็นคำกล่าวที่ “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ในเวลาที่ประชาชนทั่วภูมิภาคกำลังเดือดร้อนจากควันพิษ โดยเขาชี้ว่า

“หมอกควันไม่ได้ทำร้ายแค่สิงคโปร์หรือมาเลเซีย แต่คนที่รับศึกหนักที่สุดก็คือประชาชนอินโดนีเซียเอง อย่าเอาเรื่องป่าไม้มาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำของมนุษย์ หมอกควันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัทเอกชนที่แสวงหาผลกำไรจากการเผาป่า และสิงคโปร์จะใช้มาตรการทางกฎหมาย กฎระเบียบ การเงิน และเศรษฐกิจ เพื่อจัดการกับบริษัทเหล่านี้”

ยุคโซเชียลมีเดียความดุเดือดไม่ได้จำกัดแค่วิวาทะโต้ในสื่อเท่านั้น กระแสของประชาชนยิ่งเดือดดาลกว่า แน่นอนทางฟากสิงคโปร์ซึ่งรับผลจากกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ จึงไม่พอใจมาก ตัวอย่างคอมเมนต์มีทั้งโต้ตรง ๆ และกระแนะกระแหนประชดส่งไปเลย อาทิ 

“งั้นถ้าเราหายใจเอาออกซิเจนเขาไป เราต้องจ่ายภาษีนำเข้าออกซิเจน (Oxygen Import Tax) ให้รัฐบาลอินโดฯ ด้วยหรือเปล่าเนี่ย?”

ส่วนทางฟากอินโดนีเซียซึ่งเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายท่ีหนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ค่าฝุ่น PM2.5 รายชั่วโมงที่กาลิมันตันทะลุ 3000 ไมโครกรัม/ลบ.ม. จนท้องฟ้าเป็นสีส้ม ประชาชนส่วนใหญ่ยังพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลของตัวเองให้มาแก้ปัญหาให้ (ซึ่งที่สุดก็ทราบกันแล้วว่าฝนตกลงมาช่วยยุติ ไม่ใช่มาตรการดับไฟของรัฐ)

ความไม่พอใจของประชาชนกลายเป็นปัญหาทางการเมือง ในระหว่างนั้นสิงคโปร์ประกาศจะเอาผิดเอกชนที่ทำให้เกิดมลพิษในอินโดนีเซีย ซึ่งวิธีการนี้รัฐบาลสิงคโปร์ริเริ่มเมื่อราว 15 ปีก่อนที่มีไฟจากสุมาตราข้ามไป มีการฟ้องร้องบริษัทเอกชนและสามารถลดไฟทางภาคเหนือสุมาตราได้จริงเพราะรัฐบาลวิโดโดของอินโดนีเซียในยุคนั้นก็ร่วมมือในการกดดันเอกชนเช่นกัน

อินโดนีเซียก็ประสบปัญหาความไม่พอใจจากภายใน มลพิษหนักมากกระทบวงกว้าง ยกระดับเป็นปัญหาความนิยมทางการเมือง แต่รอบนี้ไม่เหมือนเมื่อ 15 ปีก่อน เพราะอินโดนีเซียยุคประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโตไม่เล่นด้วย ปราโบโว เป็นนักการเมืองที่เชี่ยวชาญ มีภาพลักษณ์ของความเข้มแข็ง ชาตินิยม แนวทางขวาของเขาทำให้เขาได้รับคะแนน หรืออย่างน้อยก็เบี่ยงเบนความไม่พอใจจากภายในได้บ้าง ดังนั้นจึงแสดงท่าทีว่า การที่สิงคโปร์ส่งหนังสือแจ้งเตือน (Notice) หรือเตรียมสอบสวนบริษัทเอกชนในอินโดนีเซีย เป็นการก้าวล่วงอำนาจตุลาการข้ามพรมแดน

การที่ปราโบโวออกมาเล่นเองแบบนี้ เป็นการส่งสัญญาณในที่ประชุม ครม. ประกาศว่า อินโดนีเซียจะพิจารณาผลประโยชน์และอธิปไตยของตนเองเป็นหลักก่อนเสมอ “Indonesia First” จากนั้นนายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย (Bahlil Lahadalia) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ ก็รับลูกแปลงแนวนโยบายของปราโบโวไปสู่มาตรการเรื่องก๊าซธรรมชาติอย่างชัดเจน

“ถ้าประเทศอื่นมีความคิดเห็นต่างไปจากเรา พวกเขาก็ควรจะระมัดระวังไว้ สำหรับผมแล้ว ผมอาจจะพิจารณาไม่ขยายสัญญาการส่งออกก๊าซไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะอย่างไรเสีย ตอนนี้เราอยู่ในโหมดเอาตัวรอด (Survival mode) และต้องให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการภายในประเทศก่อน”

อินโดนีเซียลดการส่งก๊าซผ่านท่อไปยังสิงคโปร์ทันที โดยอ้างความจำเป็นของการต้องใช้ภายในประเทศ แม้ว่าปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ลดลง 31 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวัน (MMSCFD) แทบไม่กระทบความต้องการผลิตไฟฟ้าของสิงคโปร์ (น้อยกว่า 2%) แต่ก็มีผลทางจิตวิทยาและภูมิรัฐศาสตร์สูงมาก เพราะมันเป็นสัญญาณความเสื่อมถอยด้านความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน หรืออาจจะลามเป็นคดีความฟ้องร้องของบริษัทพลังงานเอกชน ผู้ซื้อสามารถยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (Arbitration) ได้ กลายเป็นอะไรที่ยกระดับขึ้นไปอีก

มันได้ผลในทางการเมืองระดับหนึ่งจริง ๆ คลิปที่ประธานาธิบดีประกาศตอบโต้โดยยึดผลประโยชน์ชาติ ถูกเอาไปขยายต่อในสื่อโซเชียล ด้วยพาดหัว “PRABOWO MELAWAN!! INDONESIA RESMI PANGKAS EKSPOR GAS KE SINGAPURA” แปลว่า “ปราโบโวตอบโต้!! อินโดนีเซียประกาศลดการส่งออกก๊าซไปสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ” มีชาวอินโดฯ เข้าไปคอมเมนต์สนับสนุนไม่น้อย (ภาพประกอบจาก TikTok คลิป ปธน.แถลง) ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนวงกว้าง

ไม่ใช่ครั้งแรก (และครั้งสุดท้าย) ที่สิงคโปร์-อินโดฯ ทะเลาะกันเรื่องฝุ่นไฟ คอมเมนต์ชาวอินโดนีเซียสนับสนุน ปธน.ตัดก๊าซให้กับสิงคโปร์ 

ประเด็นเรื่องท่อส่งก๊าซกลายเป็นการเมือง ที่จริงแล้ว ก๊าซหรือพลังงานไม่ใช่ตัวปัญหา เพราะสิงคโปร์ไม่กระทบการผลิตและมีแผนระยะยาวรองรับไว้ อาจจะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในอนาคตอันใกล้ แต่ปัญหาที่แท้จริงก็คือความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน มันจะไม่จบแค่ฤดูฝุ่นปีนี้ ที่ฝนมาทุกอย่างจบ ลืม ๆ กันไป ด้วยเพราะความแปรปรวนของธรรมชาติสุดขั้ว เป็นเหตุให้น้ำมาก แล้งมาก ไฟป่ามาก ร้อนมาก ฯลฯ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ที่จริงสิงคโปร์กับอินโดนีเซียก็เคยมีวิวาทะความขัดแย้งเรื่องฝุ่นควันข้ามแดนมาก่อน ระดับที่รัฐมนตรีโต้ผ่านสื่อกันแบบนี้เลย ไฟป่าที่สุมาตราเหนือเป็นปัญหาให้กับสิงคโปร์มากในปี 2015 ต่อเนื่อง 2016

ในเดือนเมษายน 2016 Masagos Zulkifli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำของสิงคโปร์ กล่าวในการประชุม Singapore Dialogue on Sustainable World Resources แต่สื่อสารข้ามแดนไปยังเพื่อนบ้านโดยตรงว่า บริษัทเกษตรและป่าไม้ในสุมาตราต้องรับผิดชอบในการป้องกันและจัดการไฟในพื้นที่สัมปทานของตน

ต่อมาอีกวัน Siti Nurbaya Bakar รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ของอินโดนีเซียออกมาตอบโต้ว่า อินโดนีเซียได้ดำเนินมาตรการป้องกันไฟป่าและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแล้ว โดยไม่ได้ทำเพราะแรงกดดันจากประเทศอื่น เธอยังตั้งคำถามกลับว่า สิงคโปร์เองทำอะไรไปบ้าง และขอให้รัฐบาลสิงคโปร์หยุดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการไฟป่าของอินโดนีเซียมากเกินไป โดยเน้นว่าแต่ละประเทศควรรับผิดชอบบทบาทของตนเอง

วิวาทะดังกล่าวตอบโต้กันผ่านสื่อ ในยุคนั้นโซเชียลมีเดียยังไม่กว้างขวางเท่าปัจจุบัน แต่ก็สะเทือนความสัมพันธ์เพื่อนบ้านพอสมควร อินโดนีเซียแม้จะโต้ด้วยวิวาทะประมาณว่า อธิปไตยของฉัน เธออย่ามาก้าวก่าย แต่ก็พยายามจัดการไฟในสุมาตราเหนือจริงจัง ถึงขนาดว่ารัฐบาลวิโดโดฟ้องร้องเอกชนของตนเองด้วย และไฟของสุมาตราเหนือก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีใครคาดคิดว่าปัญหานี้จะกลับมาและรุนแรงยิ่งกว่าเดิมในปี 2026 ด้วยเงื่อนไขใหม่ พื้นที่ใหม่ คือแทนที่จะเป็นสุมาตราเหนือ แหล่งกำเนิดเปลี่ยนเป็นสุมาตราใต้และกาลิมันตัน และบริบทความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว

การตอบโต้ของอินโดนีเซียด้วยการส่งสัญญาณลดการส่งก๊าซให้สิงคโปร์อาจจะเป็นแค่เพียงการพยายามรักษาความนิยมทางการเมืองเท่านั้น เพราะไม่ได้กระทบต่อสิงคโปร์ที่มีแผนการพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานระยะยาวอยู่แล้ว ประเด็นที่ต้องเฝ้าดูต่อคือ สัมพันธไมตรีระหว่างเพื่อนบ้านอาเซียน ที่ยังไม่สามารถขจัดเงื่อนไขปัญหาไฟป่าและความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้เบ็ดเสร็จ ฤดูแล้งหน้าถ้าฝุ่นไฟมาอีก วิวาทะจะยังเกิดต่ออีกหรือไม่ ?

 

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ