รัฐบาลเสนอแก้กฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพิ่มหลักประกันค่าตอบแทน หากนายจ้างจงใจค้างจ่ายต้องเสียดอกเบี้ย 15% ต่อปี
รัฐบาลเสนอแก้กฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพิ่มหลักประกันค่าตอบแทน หากนายจ้างจงใจค้างจ่ายต้องเสียดอกเบี้ย 15% ต่อปี พร้อมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงาน และเพิ่มโทษกรณีใช้เด็กหรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตรายจนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สูงสุดจำคุก 4 ปี หรือปรับ 2 ล้านบาท
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2553 ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน โดยมุ่งแก้ปัญหานายจ้างค้างค่าจ้าง ไม่คืนเงินประกัน และขาดมาตรการดูแลความปลอดภัยของผู้รับงาน
ค้างค่าจ้างต้องเสียดอกเบี้ย 15% ต่อปี
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือการเพิ่มหลักประกันให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยกำหนดให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ในกรณีที่เป็นงานลักษณะเดียวกับงานในสถานประกอบการ หรือเป็นไปตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด
หากผู้จ้างงานผิดนัดจ่ายค่าตอบแทน ไม่คืนเงินประกัน หรือไม่จ่ายเงินช่วยเหลือตามสิทธิ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพ จะต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดในอัตรา 15% ต่อปี
นอกจากนี้ หากจงใจค้างจ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนด 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของยอดค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการเอาเปรียบและเร่งให้นายจ้างชำระเงินแก่ผู้รับงาน
กรณีผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ ผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่ม รวมถึงวางแนวทางจ่ายเงินให้แก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย
ขยายความคุ้มครองครอบคลุมงานยุคใหม่
ร่างกฎหมายฉบับใหม่ยังปรับขอบเขตงานที่รับไปทำที่บ้านให้กว้างขึ้น จากเดิมที่เน้นงานในภาคอุตสาหกรรม ให้ครอบคลุมงานด้านพาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้ผู้ทำงานรูปแบบต่าง ๆ ได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ยังรองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้การจัดทำเอกสารและการตรวจสอบทำได้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลมากขึ้น
ห้ามเด็กทำงานอันตราย ฝ่าฝืนโทษสูงสุดจำคุก 4 ปี
ด้านความปลอดภัย ร่างกฎหมายกำหนดห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน และเพิ่มอายุขั้นต่ำจาก 15 ปีเป็น 18 ปี สำหรับงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัย
หากฝ่าฝืนโดยให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีหรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตราย จนได้รับอันตรายต่อร่างกายหรือจิตใจ หรือเสียชีวิต อาจมีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2 ล้านบาท ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ ยังปรับองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้าน โดยคำนึงถึงสัดส่วนหญิงและชาย รวมถึงมิติด้านเพศสภาพ พร้อมปรับบทลงโทษให้เหมาะสมกับความผิดแต่ละระดับ และนำมาตรการปรับเป็นพินัยมาใช้กับความผิดที่ไม่ร้ายแรง เช่น การไม่จัดทำเอกสาร
รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีหลักประกันเมื่อเกิดการผิดนัด และสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย โดยขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และกระทรวงแรงงานพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการต่อไป





