วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอกาส 'ใหม่' ของคนรุ่นใหม่ อยู่ร่วมกับ ‘AI’ ในตลาดแรงงาน

สัญญาณเตือนจากรายงานของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟในการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกประจำปี 2026 ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. คาดการณ์ว่าอีก 15 ปีข้างหน้าจะมีเยาวชนกว่า 1,200 ล้านคนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานโลก

    แต่ระบบเศรษฐกิจมีตำแหน่งงานรองรับได้เพียง 400 ล้านตำแหน่ง หมายความว่าจะมีเยาวชนอีกกว่า 800 ล้านคนมีความเสี่ยงที่จะไม่มีงานทำ เนื่องจากงานรูทีนระดับเริ่มต้น (Entry-level jobs) ซึ่งเคยเป็นบันไดขั้นแรกของบัณฑิตจบใหม่ ส่วนหนึ่งสามารถใช้ AI มาทำงานทดแทนคนรุ่นใหม่ได้
    หากมองอีกด้านปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นคือการ “เปลี่ยนรูป” (Transformation) ของตลาดงาน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์มาทำงานรูทีนที่ซ้ำๆ ข้อมูลตัวเลขที่ยุ่งยาก และงานเอกสารที่สิ้นเปลืองเวลา การทำงานของคนรุ่นใหม่ในอนาคตจึงไม่ใช่การแข่งกันทำงานให้เหมือนเครื่องจักร แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะ “อยู่ร่วมกับ AI” และใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต เอาเวลาไปทุ่มเทกับงานสร้างสรรค์ การคิดเชิงกลยุทธ์ และการตัดสินใจบนบริบทที่ซับซ้อน  แสดงศักยภาพในมิติที่อัลกอริทึมเลียนแบบไม่ได้

    หัวใจสำคัญของการสร้างโอกาสในโลกการทำงานยุคใหม่ จึงอยู่ที่การปรับเปลี่ยนกรอบความคิดมาสู่โมเดล “คนบวกเทคโนโลยี” หรือการผสานพลังร่วมกัน ใช้ทักษะที่เป็นใบเบิกทางที่แท้จริงของคนรุ่นใหม่จะไม่ใช่เพียงการเขียนโค้ดหรือท่องจำทฤษฎี แต่คือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ความฉลาดทางอารมณ์และการเข้าใจผู้อื่น รวมถึงความสามารถในการสั่งการและควบคุมเครื่องมือ AI คนที่เข้าใจวิธีดึงพลังของระบบอัจฉริยะมาแก้โจทย์ธุรกิจจริง จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของอายุงานได้อย่างรวดเร็ว

    ยิ่งไปกว่านั้น การเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์เฉพาะด้านขนาดเล็ก (Small AI) และเครื่องมือดิจิทัลที่ใช้งานง่าย จะเป็นสิ่งสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนก้าวสู่การเป็น “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ได้เร็วกว่าคนรุ่นก่อน เด็กจบใหม่ไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนมหาศาลหรือการจ้างทีมงานขนาดใหญ่ แต่สามารถนำ AI มาเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค บริหารสต็อกสินค้า ทำการตลาดดิจิทัล และสร้างโมเดลธุรกิจของตนเองได้ตั้งแต่เริ่มต้น เทคโนโลยีจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุนขององค์กรขนาดใหญ่ แต่เป็นสะพานเชื่อมโอกาสให้คนรุ่นใหม่สร้างเส้นทางอาชีพที่เป็นอิสระ ยืดหยุ่น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
    สมรภูมิตลาดแรงงานแห่งอนาคตจึงไม่ได้ตัดสินว่าใครจะถูกแทนที่ แต่วัดกันที่ความพร้อมในการปรับตัวและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ภาครัฐและภาคการศึกษาต้องหันมาบ่มเพาะทักษะการทดลอง การคิดค้น และการใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือทำมาหากิน หากประเทศไทยสามารถวางรากฐานการศึกษาและสร้างระบบนิเวศการทำงานที่เกื้อหนุนให้คนรุ่นใหม่ “ให้เติบโตไปพร้อมกับ AI” เป็นสปริงบอร์ดยกระดับขีดความสามารถของคนรุ่นใหม่ พาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้