ลุย 4 คดีสำคัญ สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการ 'เผยเงาเหนือ' ทุจริตทางทะเบียน สวมสิทธิบุคคลตามบัตรประชาชน เอาผิดทั้งขบวนการ
กรณี 4 คดีสำคัญ สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการ 'เผยเงาเหนือ' ทุจริตทางทะเบียน สวมสิทธิบุคคลตามบัตรประชาชน เอาผิดทั้งขบวนการ
กรมการปกครอง รายงาน วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ สถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงผลปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ Operation Northern Shadow” เพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติที่กระทำความผิดเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย รวม 4 คดีสำคัญ
โดยมี พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พลตำรวจตรี เดโช โสสุวรรณากุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 นางสาวทัตพิชา ชัยทัต ผู้อำนวยการกองคดี 4 สำนักงาน ปปง. นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย นางสาวอรณิช สุขบาล ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2 สำนักงาน ป.ป.ท. และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าร่วมการแถลงข่าว
ในการนี้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง เข้าร่วมแถลงผลการปฏิบัติการดังกล่าว
ปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” มุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้กระทำความผิดจากต่างประเทศที่อาศัยช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎรไทยในการปกปิดตัวตน ทั้งการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ และการสวมสิทธิเป็นบุคคลสัญชาติไทย เพื่อหลบเลี่ยงการดำเนินคดีหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิและสวัสดิการของประชาชน รวมถึงความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดใช้ช่องทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ เพื่อปกปิดตัวตน ฟอกสถานะบุคคล หรือหลบหนีความผิดจากประเทศต้นทาง ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อสิทธิและสวัสดิการของประชาชนไทย
แต่ยังสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาดไทย ตำรวจ ยุติธรรม และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อสืบสวนขยายผลให้ถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ
สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ ชุดปฏิบัติการสืบสวน DOPA N.I.C.E. กรมการปกครอง ได้ร่วมตรวจสอบและขยายผลคดีสำคัญ 4 คดี
คดีที่ 1 กรณีนาย อ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ตรวจพบเด็กชายอายุ 12 ปี เตรียมเดินทางไปประเทศจีน พร้อมมารดาสัญชาติจีนและนาย อ แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารไม่พบหนังสือยินยอมจากบิดาตามสูติบัตร จึงตรวจสอบความสัมพันธ์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ซึ่งผลตรวจระบุว่านายอี้หลงและมารดาเป็นบิดามารดาของเด็ก ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของรายการบิดาในสูติบัตรจากการสืบสวนพบพฤติการณ์นำชายสัญชาติไทยมารับรองการแจ้งเกิดบุตรอันเป็นเท็จ อีกทั้งตรวจสอบพบว่านาย อ ได้รับสัญชาติไทยจากการเพิ่มชื่อกรณีตกสำรวจเมื่อปี 2532 ณ สำนักทะเบียนอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย ทั้งที่บิดาและมารดาไม่ใช่คนไทย และมีพฤติการณ์เป็นนายหน้ารับจัดทำบัตรเลข 0 เลข 6และเลข 8 ให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 กรมการปกครองมอบหมายให้อำเภอเวียงแก่นร้องทุกข์กล่าวโทษนายอี้หลง และวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนสำนักงานเขตบึงกุ่มร้องทุกข์กล่าวโทษมารดาและผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบิดาทิพย์ นำไปสู่การออกหมายจับ 3 หมาย พร้อมตรวจพบข้อมูลการแจ้งเกิดลักษณะเดียวกันและดำเนินการระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียน เร่งยกเลิกและเพิกถอนรายการที่เกี่ยวข้อง
คดีที่ 2 กรณีนาย ท เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ศุลกากรด่านศุลกากรแม่สายตรวจยึดธนบัตรไทยมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใน กล่องกระดาษภายในรถยนต์ ขณะบุคคลสัญชาติเมียนมารายดังกล่าว พยายามนำเงินออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จากการขยายผลพบว่าบุคคลดังกล่าวมีรายการซ้ำซ้อนกับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามมาตรา 38 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านประเภทวัดแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 ทั้งที่ตรวจสอบพบว่ามีหนังสือเดินทางประเทศเมียนมาและมีข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบเกี่ยวกับคุณสมบัติในการจัดทำทะเบียนประวัติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 กรมการปกครอง จึงมอบหมายเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E. ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมบูรณาการกับตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงรายตรวจสอบบุคคลภายในวัด ผลการตรวจคัดกรองพระภิกษุ 26 รูป และลูกวัด 3 คน พบพระภิกษุสัญชาติไทย 4 รูป บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน 2 รูป ผู้มีบัตรเลข 8 จำนวน 1 รูป และพระภิกษุต่างด้าว 19 รูป ในจำนวนนี้อยู่เกินกำหนดอนุญาต 8 รูป และหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 11 รูป นอกจากนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาเจ้าอาวาส 1 ราย ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการรับย้ายเข้าและให้ที่พักแก่คนต่างด้าวโดยมิชอบ รวมถึงพฤติการณ์ที่อาจเอื้อให้มีการจัดทำรายการทางทะเบียน โดยผิดกฎหมาย
คดีที่ 3 กรณีนาย ล กองบังคับการปราบปรามจับกุมนาย ล สัญชาติจีน อายุ 43 ปี และ น.ส.เอ้ สัญชาติเมียนมา อายุ 30 ปี ตามหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชน การนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ตลอดจนการสนับสนุนการปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและการเรียกรับประโยชน์โดยมิชอบจากการตรวจสอบพบว่านาย ล เป็นบุคคลตามหมายจับแดง INTERPOL ของประเทศจีน ในคดีฉ้อโกงประชาชนที่มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 15,000 ล้านบาท และมีผู้เสียหายกว่า 3,000 คน อีกทั้งพบพฤติการณ์ใช้บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และมีชื่อในทะเบียนบ้านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 โดยมีข้อมูลว่าจ่ายเงินให้นายหน้าชาวไทยดำเนินการในอัตราคนละ 60,000 บาท และพบการเพิ่มชื่อบุคคลอื่นในทะเบียนบ้านเดียวกันอีก 8 ราย ซึ่งเจ้าบ้านยืนยันว่าบุคคลเหล่านั้นไม่เคยพักอาศัยอยู่จริง จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนประวัติโดยมิชอบและการมีส่วนเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่รัฐ บุคคลผู้รับรอง และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 กรมการปกครองจึงมอบหมายเจ้าหน้าที่ DOPA N.I.C.E. ร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีอาญา พร้อมขยายผลตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่ย้ายเข้าทะเบียนบ้านเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนอีก 7 ราย และดำเนินการออกหมายจับตามข้อมูลในรายงาน รวม 14 หมาย
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงรายจะตรวจสอบเพื่อยกเลิก เพิกถอน หรือจำหน่ายรายการทางทะเบียนที่พบว่าทุจริตและมีการนำกรณีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองการเนรเทศตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
คดีที่ 4 กรณีนาย ก ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สืบสวนพบว่านาย ก จัดทำบัตรประจำตัวประชาชนไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ณ สำนักทะเบียนอำเภอเวียงแก่น จังหวัด เชียงราย โดยแจ้งว่าตนเป็นบุตรของบุคคลชนเผ่าลีซู และต่อมาเปลี่ยนชื่อและภูมิลำเนาที่สำนักทะเบียนอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบกับทางการจีนยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับนาย ก สัญชาติจีน ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับแดง INTERPOLที่ทางการจีนต้องการตัวกลับไปดำเนินคดีในข้อสงสัยเกี่ยวกับการระดมเงินฝากจากประชาชนโดยผิดกฎหมาย เมื่อปี 2558 อำเภอเวียงแก่นได้ตรวจสอบและดำเนินการยกเลิก เพิกถอน และจำหน่ายรายการเพิ่มชื่อ และการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนที่พบว่าทุจริตแล้ว ขณะที่สำนักทะเบียนอำเภอลำลูกกาได้เพิกถอนรายการย้ายที่อยู่และการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2562 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 กรมการปกครองมอบหมายให้อำเภอลำลูกการ้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวในความผิดเกี่ยวกับการแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการครั้งนี้มุ่งขยายผลตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ ผู้สวมสิทธิทางทะเบียน นายหน้าที่ดำเนินการโดยมิชอบ และเจ้าหน้าที่ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยทุกฝ่ายต้องได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา หากพบการกระทำความผิดจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งนี้ เป็นไปตามดำริ ของนายกรัฐมนตรีที่ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติภารกิจ และสื่อมวลชนที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของการทุจริตทางทะเบียนและร่วมกันเฝ้าระวังปัญหาดังกล่าว
ประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเคารพกฎหมายของประเทศ แต่หากบุคคลใดไม่ว่าจะมีสัญชาติใดเข้ามากระทำความผิด หรือใช้ช่องทางทางทะเบียนเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเสมอภาคโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ คุ้มครองสิทธิของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบทะเบียนราษฎรของไทย
ข้อมูลและภาพ กรม ปค.





