ครม. ไฟเขียวตั้ง 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC ใหม่ ชูสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการอำนวยความสะดวก หวังดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย
ณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการจัดตั้ง เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (เขตส่งเสริมฯ) เพิ่มเติมจำนวน 8 แห่ง ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดย นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนพื้นที่เขตส่งเสริมฯ ในครั้งนี้จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างมีประสิทธิภาพ
เปิดรายชื่อ 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC แห่งใหม่
การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 8 แห่ง ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งภาคอุตสาหกรรมหลัก พลังงานสะอาด สุขภาพ เกษตรกรรม และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ได้แก่
1. นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในจังหวัดชลบุรี
2. สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 พื้นที่รองรับการลงทุนภาคการผลิตและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
3. เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน ยกระดับห่วงโซ่อุปทานอาหารและอุตสาหกรรมกาแฟไทยสู่มาตรฐานสากล
4. นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เสริมความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักในจังหวัดระยอง
5. นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง ศูนย์กลางการแปรรูปยางพาราและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
6. ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Hub)
7. สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด รองรับความมั่นคงทางพลังงานและการใช้ก๊าซธรรมชาติ (LNG)
8. สมาร์ท โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา) ศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อการบริหารจัดการคลังสินค้าและซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ
7 ประโยชน์สำคัญจากการประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ
นางสาวพลอยทะเล ระบุเพิ่มเติมว่า การประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 8 แห่งนี้ จะส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมไทยในระยะยาว ดังนี้
1. ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ด้วยสิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบ
การจัดตั้งเขตส่งเสริมฯ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ทำให้นักลงทุนต่างชาติได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ภาษี รวมถึงความสะดวกในกระบวนการอนุมัติ-อนุญาตที่รวดเร็ว (One-Stop Service) ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561
2. กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและเพิ่มอัตราการจ้างงาน
เมื่อเกิดการขยายตัวของพื้นที่อุตสาหกรรม เศรษฐกิจในระดับชุมชนรอบข้างจะได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย ทั้งการจ้างงานแรงงานในท้องถิ่น การสร้างอาชีพใหม่ๆ และการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก
3. เร่งการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน
โครงการลงทุนขนาดใหญ่จะกระตุ้นให้เกิดการเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่โครงการ เช่น ถนน โครงข่ายคมนาคม ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำอุตสาหกรรม และอ่างเก็บน้ำ เพื่อรองรับทั้งภาคอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองที่เติบโตขึ้น
4. ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ผลพลอยได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ไม่เพียงแต่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในพื้นที่ EEC เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ชุมชนและเมืองโดยรอบได้รับการปรับปรุงให้มีสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ดีขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
5. เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการเกษตรมูลค่าสูง
การส่งเสริมเขตอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและการเกษตรแบบบูรณาการ จะช่วยให้ประเทศไทยบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (High Value Agriculture) ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารทั้งภายในประเทศและส่งออก
6. ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยพลังงานสะอาด (LNG)
การพัฒนาสถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 เป็นการสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดในการผลิตกระแสไฟฟ้า ช่วยลดการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม เช่น ถ่านหิน หรือน้ำมันเตา
7. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้วยระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ
เขตสมาร์ท โลจิสติกส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จะนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ลดความสูญเสีย (Waste) ในกระบวนการขนส่งและการจัดเก็บสินค้า ช่วยขจัดปัญหาการขนส่งที่ไม่สะดวก และลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศ
ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอาเซียน
มติ ครม. ในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางการลงทุน พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีอัจฉริยะในภูมิภาคอาเซียน การบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ผ่านเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 8 แห่ง ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาค แต่ยังเป็นการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน





