รัฐบาลเดินหน้าเข้าร่วม “Global Trust Survey” ของ OECD วัดความเชื่อมั่นประชาชนต่อภาครัฐ 6 ด้าน นำผลยกระดับบริการ–ธรรมาภิบาล หนุนไทยสู่สมาชิก OECD
KEY POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการสำรวจความเชื่อมั่นระดับโลก (Global Trust Survey) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
- โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันภาครัฐใน 6 หัวข้อหลัก เช่น การรับรู้ต่อการดำเนินงานของรัฐบาล และความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะ
- การประเมินความเชื่อมั่นจะพิจารณาจากปัจจัยใน 5 มิติ ได้แก่ ความซื่อตรง การตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ ความเปิดกว้าง และความเป็นธรรม
- ผลสำรวจที่ได้จะถูกนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย
วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบประเทศไทยเข้าร่วมโครงการแบบสำรวจความเชื่อมั่นระดับโลก หรือ Global Trust Survey Project (GTSP) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในระดับที่ 1 “Trust Survey Cross-Country” โดยมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ประสาน OECD เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
โครงการ GTSP จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance Committee: PGC) ของ OECD เมื่อปี 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันภาครัฐ เช่น ความโปร่งใส ความซื่อตรง และความสามารถในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ โดยครอบคลุมทั้งประเทศสมาชิก OECD และประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่ได้รับการคัดเลือก และดำเนินการสำรวจแบบปีเว้นปี
นางสาวลลิดากล่าวว่า แบบสำรวจหลักจะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนครอบคลุม 6 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ ระดับความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐ การรับรู้ต่อการดำเนินงานของรัฐบาล ความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อนโยบายระยะยาวและการรับมือความท้าทายระดับโลก ทัศนคติและการมีส่วนร่วมทางการเมือง และข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสำรวจ
สำหรับการประเมินการรับรู้ของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาล จะพิจารณาปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อมั่นใน 5 มิติ ได้แก่ ความซื่อตรง (Integrity) การตอบสนอง (Responsiveness) ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความเปิดกว้าง (Openness) และความเป็นธรรม (Fairness) ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐเห็นทั้งจุดแข็งและช่องว่างที่ควรปรับปรุงจากมุมมองของประชาชน
ทั้งนี้ OECD มีรูปแบบการเข้าร่วมสำรวจ 2 ระดับ โดยประเทศไทยเสนอเข้าร่วมระดับที่ 1 Trust Survey Cross-Country ซึ่งเป็นการสำรวจเปรียบเทียบระหว่างประเทศโดยไม่มีการศึกษาเชิงลึกรายประเทศ ส่วนระดับที่ 2 Trust Survey Country Study จะเพิ่มการศึกษาเชิงลึกรายประเทศและการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
สำนักงาน ก.พ.ร. ระบุว่า การเข้าร่วมในระดับที่ 1 จะช่วยให้ประเทศไทยเห็นปัจจัยสำคัญในภาพรวมที่ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันภาครัฐ ก่อนพิจารณาว่ามีประเด็นใดควรศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมในอนาคต โดย OECD จะเริ่มดำเนินการสำรวจในปี 2570 และคาดว่าจะเผยแพร่ผลประมาณเดือนมิถุนายน 2571
สำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการระดับที่ 1 อยู่ที่ 33,000 ยูโร หรือประมาณ 1.25 ล้านบาท โดยสำนักงาน ก.พ.ร. จะใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงาน ก.พ.ร.
นางสาวลลิดากล่าวว่า ประโยชน์สำคัญของการเข้าร่วมโครงการ คือประเทศไทยจะได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผู้เชี่ยวชาญของ OECD ผ่านรายงาน Global Trust Survey และบทสรุปข้อมูลของประเทศไทย หรือ Short Country Note รวมถึงนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD และสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอให้ผลสำรวจถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ควรวางระบบติดตามและประเมินความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และบูรณาการผลสำรวจกับการส่งเสริมความซื่อตรง การป้องกันการทุจริต การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ และการบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริต เพื่อพัฒนาไปสู่มาตรการและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน
“การเข้าร่วม Global Trust Survey ไม่ใช่เพียงการสำรวจว่าประชาชนเชื่อมั่นภาครัฐมากน้อยเพียงใด แต่จะช่วยให้เราเห็นว่าอะไรคือปัจจัยที่สร้างหรือกระทบต่อความเชื่อมั่น ทั้งเรื่องความซื่อตรง การตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ ความเปิดกว้าง และความเป็นธรรม เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงการทำงานและบริการภาครัฐให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของไทยให้สอดคล้องกับ OECD” นางสาวลลิดากล่าว





