เตือนภัย 10–13 ต.ค. นี้! มวลฝนใหม่จ่อถล่มซ้ำ เสี่ยงน้ำท่วมขังกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคตะวันตก และภาคใต้ ศูนย์ JICC สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด เช็กพื้นที่เสี่ยงด่วน!
วันนี้ (6 ต.ค. 69) ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (Joint Information and Communication Center: JICC) เปิดเผยสรุปภาพรวมสถานการณ์สภาพอากาศ ปริมาณฝน และแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เตรียมพร้อมรับมืออย่างทันท่วงที
พยากรณ์อากาศและแนวโน้มฝน เตือนพื้นที่เสี่ยงฝนเปลี่ยนฤดู
กรมอุตุนิยมวิทยา โดย นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา ได้วิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศและกระจายตัวของฝนในระยะนี้ ดังนี้
- ช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569 เกิดปรากฏการณ์ฝนเปลี่ยนฤดู ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนฟ้าคะนองกระจาย โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบนเริ่มมีมวลอากาศเย็นเข้ามาปะทะ เกิดฝนตกหนักในบางแห่ง จึงต้องเฝ้าระวังภัยธรรมชาติอย่างดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เชิงเขาอย่างใกล้ชิด
- วันที่ 6-7 ตุลาคม 2569 มวลฝนเคลื่อนตัวจากภาคกลางลงสู่ภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนล่าง โดยพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน รวมถึง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา จะมีฝนตกชุกหนาแน่นขึ้น
- วันที่ 8-9 ตุลาคม 2569 ปริมาณฝนส่วนใหญ่จะเน้นตกหนักในพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก
- ช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม 2569 เป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในพื้นที่ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมถึง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ (10–13 ต.ค. 69) ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป รวมถึงภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม
การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา และกรุงเทพมหานคร
ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยถึงแผนการบริหารจัดการน้ำเหนือในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อเตรียมรับมือกับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า:
เขื่อนหลักตอนบนยังมีศักยภาพรองรับน้ำ
เขื่อนภูมิพลยังมีพื้นที่ว่างเพียงพอ โดยล่าสุดมีน้ำไหลเข้าเขื่อนประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ระบายออกเพียง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 68 ของความจุ ซึ่งการระบายน้ำดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำภาคกลาง
ปรับลดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา
- สถานการณ์น้ำไหลผ่าน ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณฝนในจังหวัดกำแพงเพชรและอุทัยธานีจะมีเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่ส่งผลกระทบสะสม
- อัตราการระบายน้ำ ควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่อัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- การลดระดับน้ำ ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงจาก 17.30 เมตร เหลือ 16.88 เมตร (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 16.80 เมตร) โดยมีเป้าหมายลดลงสู่ระดับ +16.50 เมตร ก่อนวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เพื่อเพิ่มพื้นที่หนองน้ำรองรับฝนตกหนัก
- คำนึงถึงเสถียรภาพตลิ่ง การปรับลดการรับน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันปัญหาตลิ่งพังทลายหรือตลิ่งสไลด์จากการลดระดับน้ำเร็วเกินไป
ป้องกรุงเทพฯ และปริมณฑล
สำหรับพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงต่ำกว่าแนวคันกั้นน้ำ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีระดับน้ำต่ำกว่าคันกั้นน้ำมากกว่า 1 เมตร ส่วนพื้นที่รับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังมีน้ำท่วมขังทรงตัว ซึ่งรัฐบาลได้เร่งส่งความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
กรมชลประทานยังได้วางระบบระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันออกผ่าน 2 ช่องทางหลัก
- แนวขวาง เพิ่มการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายออกทางคลองรังสิตประยูรศักดิ์
- แนวดิ่ง เร่งดึงน้ำผ่านสถานีสูบน้ำริมคลองต่าง ๆ เพื่อออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด
สถานการณ์น้ำภาคตะวันตก และจังหวัดเพชรบุรี
ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ภาคตะวันตกอยู่ในระดับสูง แต่ยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
- เขื่อนวชิราลงกรณ ปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ร้อยละ 98 ได้ทำการพร่องน้ำออกวันละ 10–40 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำไหลเข้าเพื่อรองรับฝนสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ tidak ส่งผลกระทบต่อจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากมีการลดการระบายน้ำที่เขื่อนแม่กลองลงอย่างสอดคล้องกัน ทำให้ระดับน้ำแม่กลองต่ำกว่าตลิ่งแล้ว
- เขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 90
- เขื่อนแก่งกระจาน (เพชรบุรี) ปริมาณน้ำเต็มความจุ กรมชลประทานเริ่มบริหารจัดการระบายน้ำเพื่อเตรียมรับฝนใหม่ เตือนประชาชนใน ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง, อำเภอเมืองเพชรบุรี และอำเภอหนองหญ้าปล้อง เฝ้าระวังใกล้ชิด
เฝ้าระวังภาคตะวันออก ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา
พื้นที่ภาคตะวันออกยังคงเป็นจุดที่ต้องติดตามการหนุนของมวลน้ำอย่างระมัดระวัง
- จังหวัดปราจีนบุรี มวลน้ำท่วมขังจากอำเภอกบินทร์บุรีกำลังทยอยไหลเข้าสู่อำเภอเมืองปราจีนบุรี ทำให้ระดับน้ำลดลงช้าเฉลี่ยวันละ 2–3 เซนติเมตร
- จังหวัดนครนายก เขื่อนขุนด่านปราการชลได้ปรับลดการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำนครนายกให้เข้มงวดที่สุด เพื่อลดภาระน้ำท่วมขังในพื้นที่
- จังหวัดฉะเชิงเทรา ศูนย์ JICC แจ้งเตือนประชาชนใน 8 อำเภอเสี่ยง โดยเฉพาะอำเภอบางน้ำเปรี้ยว ให้ระวังน้ำเอ่อล้นแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำบางปะกง เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกงยังคงปรับตัวสูงขึ้น
สรุปการเตรียมความพร้อมของประชาชน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่ารัฐบาลมีความห่วงใยประชาชน และมุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นเอกภาพผ่านศูนย์ JICC เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ในการวางแผน ป้องกัน และรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที
ประชาชนสามารถติดตามการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำประจำวันจากศูนย์ JICC ได้ทุกวัน ในเวลาประมาณ 10.00 น. ผ่านทุกช่องทางสื่อสารของ "ไทยคู่ฟ้า" หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถประสานงานผ่านช่องทางไทยคู่ฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง





