เฟทโก้ ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมกระทบ บจ. จำกัด ชี้ศักยภาพเขื่อนไทยยังรับน้ำได้อีก ต่างจากวิกฤตปี54 ย้ำแรงขายต่างชาติมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ขณะที่พื้นฐานไทยแกร่ง กำไร บจ. พุ่งดันดัชนี ชี้ Valuation ยังถูกด้วย Forward PE เพียง 14 เท่า เผยผลโรดโชว์สหรัฐฯ กองทุนระดับโลกคุมเงินกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ขานรับแผน New Growth Engine มั่นใจไตรมาส 4 ตลาดหุ้นไทยพร้อมรีบาวด์สู่ขาขึ้น 1,650-1,700 บาท
KEY POINTS
- FETCO ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมไม่รุนแรงเท่าปี 2554 และส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในวงจำกัด
- ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวเป็นขาขึ้นในไตรมาส 4 โดยมีปัจจัยหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะเติบโตแข็งแกร่ง
- การโรดโชว์ที่สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ ได้รับความสนใจจากกองทุนสถาบันขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ในอนาคต
นายไพบูลย์ นรินทรางกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า จากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตอุทกภัยปี 2554 พบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความรุนแรงเบากว่ามาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน ต่างจากปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำสะสมมหาศาลมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความจุของเขื่อนขนาดใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมีระดับน้ำเก็บกักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82% ขณะที่ปี 2554 อยู่สูงถึง 94% ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,700 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่เหลือความจุรองรับเพียง 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
เมื่อเจาะลึกรายเเขื่อน พบว่า ปัจจุบันมีเขื่อนที่น้ำเต็ม 100% เพียง 3 แห่ง เทียบกับปี 2554 ที่มีถึง 12 แห่ง ขณะที่เขื่อนหลักขนาดใหญ่ 2 เขื่อน คือ ในภาคเหนืออย่างเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 67% และเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 80% ซึ่งยังรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก เทียบกับปี 2554 สองเขื่อนนี้รับน้ำไม่ได้อีกแล้ว
สำหรับผลกระทบน้ำท่วมรอบนี้ ต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประเมินว่า น้อยมาก เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมและ บจ. ส่วนใหญ่มีการเตรียมพร้อมและยกระดับมาตรการป้องกันโรงงานมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว แม้มองว่า จะมีผลกระทบทางอ้อมต่อกำลังซื้อของประชาชนในพื้นที่บ้าง แต่กลุ่มธุรกิจบางประเภทกลับได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมบ้านเรือนและมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ ทำให้ภาพรวมผลประกอบการ บจ. ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติและสถาบันต่างเข้าใจดีว่าภัยธรรมชาติเป็นปัจจัยชั่วคราวและหันไปเน้นปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เป็นหลัก
ชี้แรงขายต่างชาติชั่วคราวตาม Sentiment โลก
สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกในช่วง1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ นายไพบูลย์ มองว่า ถือเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลก (Global Factors) จากความกังวลเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้นักลงทุนเน้นการทยอยขายทำกำไร
"การขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นการขายออกทั้งภูมิภาค เกิดจาก Sentiment ในต่างประเทศที่แย่ลงในช่วง 1–2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีกำไรสูงและทำผลงานโดดเด่นที่สุดในไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คือ หุ้นกลุ่มธนาคาร และ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการขายเพื่อทำกำไร คาดว่ายังคงมีเงินบางส่วนไหลกลับเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารจากนักลงทุนที่รอจังหวะหุ้นย่อตัว"
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไม่มากเนื่องจากมีแรงซัพพอร์ตจากผลประกอบการที่แท้จริง โดยดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้นมา 300 กว่าจุด เกิดจากการเติบโตของกำไร บจ. ที่พุ่งสูงถึง 26% ส่งผลให้ Forward PE ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า (Trailing PE อยู่ที่ประมาณ 12 เท่า) สะท้อนว่าราคาหุ้นมีฐานกำไรค้ำพยุงไว้อย่างแข็งแกร่งและไม่ได้ปรับตัวขึ้นจากเพียงกระแส Sentiment
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยได้รับการมองว่ามีความโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคอาเซียนสำหรับช่วง 12 เดือนข้างหน้า เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและเวียดนามที่ Story การพัฒนายังไม่ชัดเจนเท่า
แม้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะมีเงินทุนไหลออกไปราว 500,000 ล้านบาท และที่เคยคาดว่าปีนี้จะไหลเข้าประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่ช่วง1-2สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นฟันด์โฟลว์ไหลออก เดือนตุลาคมเริ่มมีแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติหลายหมื่นล้านบาท ยอดซื้อสุทธิสะสมจึงลดลงเหลือประมาณ 20,000 – 25,000 ล้านบาท
แต่พบว่า ตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ยอดซื้อขายสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นบวก ในขณะที่ตลาดอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ต่างโดนต่างชาติขายสุทธิติดลบทั้งหมด
และในเดือนก.ย.หากไม่นับรวมญี่ปุ่น ตลาดหุ้นไทยถือเป็น อันดับ 3 ของเอเชีย และเป็น อันดับ 1 ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาของอาเซียน แซงหน้ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งผลตอบแทนติดลบทั้งหมด มีเพียงสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดพัฒนาแล้วที่ทำผลงานตามมาติดๆ
ผลโรดโชว์สหรัฐฯ กระแสตอบรับคับคั่ง กองทุนยักษ์คุมเงิน 40 ล้านล้านดอลลาร์ สนใจ New Growth Engine
ส่วนผลการเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไปจัดกิจกรรม Roadshow ณ สหรัฐอเมริกา นายไพบูลย์ ถือว่า "ประสบความสำเร็จอย่างสูง" โดยเฉพาะการจัดประชุมที่นครนิวยอร์กที่มีกองทุนสถาบันเข้าร่วมเกือบ 40 กองทุน และเมื่อรวมการจัดประชุมรอบพิเศษมีกองทุนเข้าร่วมมากกว่า 20–40 กองทุน โดยเม็ดเงินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ของกองทุนเหล่านี้รวมกันสูงกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสเกลที่ใหญ่กว่ามูลค่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งอยู่ที่ราว 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กว่า 60 เท่า
นักลงทุนสถาบันชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ทำการบ้านมาอย่างดีและให้ความสนใจเป็นพิเศษกับแผนการสร้าง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engine) ของประเทศไทย เช่น โครงการ Data Center และนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อเป้าหมายการผลักดัน GDP ไทยให้กลับมาเติบโตระดับ 3–4% ต่อปี ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันขึ้นสู่ Top 20 และนำพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายใน 12 ปี ซึ่งหากประเทศไทยสามารถผลักดันโครงการเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกองทุนกลุ่มนี้พร้อมที่จะทยอยไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
ลุ้นตลาดหุ้นไทยโค้งท้ายปี ปรับตัวเข้าสู่ขาขึ้น
ดังนั้น แนวโน้มทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ปีนี้ นายไพบูลย์ คาดว่า จะกลับเข้าสู่ ทิศทางขาขึ้น หลังจากการปรับฐาน มองกรอบเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ 1,650 – 1,700 จุด
โดยได้รับปัจจัยหนุนจากภายนอก เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) และราคาน้ำมันที่เริ่มทรงตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ,ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกและในสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตแกร่งกว่า 30% และแนวโน้มที่เฟด จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในรอบเดือนตุลาคม ไปขึ้น1 ครั้งในเดือนธันวาคม ตลาดรับข่าวแล้ว
รวมถึงปัจจัยสนับสนุนในประเทศมีความผ่อนคลายทั้งจากสถานการณ์น้ำท่วมที่คาดไม่ได้รุนแรงและอยู่ในวิสัยที่จัดการได้,การเมืองที่นิ่งขึ้น และคาดการณ์กำไร บจ. ในไตรมาส 3 ที่จะโตกว่า 20% ส่งผลให้กำไร บจ. ทั้งปี 2569 มีโอกาสเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 15–20% ซึ่งจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้เม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) หันกลับเข้ามาซื้อสะสมหุ้นไทยอีกครั้งในระยะถัดไป
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทางการเงินระดับสากลที่มีผู้แทนระดับรัฐมนตรีคลังและผู้บริหารธนาคารต่างประเทศเข้าร่วม ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ Investment Engine และ Thailand Story เพื่อสร้างการรับรู้แก่นักลงทุนต่างชาติ. ควบคู่ไปกับการแสดงเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นการปฏิรูปทางอ้อมในการยกระดับมาตรฐาน กฎกติกา และธรรมาภิบาล (Governance)
ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เร่งยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดทุน (Capital Market Integrity) และการป้องกันเงินเทา ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการดึงดูดทั้งการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และเงินลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น ตัวเลข FDI ที่เกิดขึ้นจริง และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน





