วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

FETCO ชี้เปิดฉากไตรมาส 4 หุ้นไทยส่อแววพุ่ง น้ำท่วมไม่ซ้ำรอยปี 54 ลุ้นดึงฟันด์โฟลว์ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ

เฟทโก้ ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมกระทบ บจ. จำกัด ชี้ศักยภาพเขื่อนไทยยังรับน้ำได้อีก ต่างจากวิกฤตปี54 ย้ำแรงขายต่างชาติมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ขณะที่พื้นฐานไทยแกร่ง กำไร บจ. พุ่งดันดัชนี ชี้ Valuation ยังถูกด้วย Forward PE เพียง 14 เท่า เผยผลโรดโชว์สหรัฐฯ กองทุนระดับโลกคุมเงินกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ขานรับแผน New Growth Engine มั่นใจไตรมาส 4 ตลาดหุ้นไทยพร้อมรีบาวด์สู่ขาขึ้น 1,650-1,700 บาท

KEY POINTS

  • FETCO ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมไม่รุนแรงเท่าปี 2554 และส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในวงจำกัด
  • ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวเป็นขาขึ้นในไตรมาส 4 โดยมีปัจจัยหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะเติบโตแข็งแกร่ง
  • การโรดโชว์ที่สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ ได้รับความสนใจจากกองทุนสถาบันขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ในอนาคต

นายไพบูลย์ นรินทรางกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า จากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตอุทกภัยปี 2554 พบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความรุนแรงเบากว่ามาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน ต่างจากปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำสะสมมหาศาลมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความจุของเขื่อนขนาดใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมีระดับน้ำเก็บกักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82% ขณะที่ปี 2554 อยู่สูงถึง 94% ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,700 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่เหลือความจุรองรับเพียง 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

เมื่อเจาะลึกรายเเขื่อน พบว่า ปัจจุบันมีเขื่อนที่น้ำเต็ม 100% เพียง 3 แห่ง เทียบกับปี 2554 ที่มีถึง 12 แห่ง ขณะที่เขื่อนหลักขนาดใหญ่ 2 เขื่อน คือ ในภาคเหนืออย่างเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 67% และเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 80% ซึ่งยังรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก  เทียบกับปี 2554 สองเขื่อนนี้รับน้ำไม่ได้อีกแล้ว

สำหรับผลกระทบน้ำท่วมรอบนี้ ต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประเมินว่า น้อยมาก เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมและ บจ. ส่วนใหญ่มีการเตรียมพร้อมและยกระดับมาตรการป้องกันโรงงานมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว  แม้มองว่า จะมีผลกระทบทางอ้อมต่อกำลังซื้อของประชาชนในพื้นที่บ้าง แต่กลุ่มธุรกิจบางประเภทกลับได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมบ้านเรือนและมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ ทำให้ภาพรวมผลประกอบการ บจ. ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติและสถาบันต่างเข้าใจดีว่าภัยธรรมชาติเป็นปัจจัยชั่วคราวและหันไปเน้นปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เป็นหลัก

ชี้แรงขายต่างชาติชั่วคราวตาม Sentiment โลก

สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกในช่วง1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ นายไพบูลย์ มองว่า  ถือเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลก (Global Factors) จากความกังวลเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้นักลงทุนเน้นการทยอยขายทำกำไร

"การขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นการขายออกทั้งภูมิภาค เกิดจาก Sentiment ในต่างประเทศที่แย่ลงในช่วง 1–2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีกำไรสูงและทำผลงานโดดเด่นที่สุดในไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คือ หุ้นกลุ่มธนาคาร และ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการขายเพื่อทำกำไร คาดว่ายังคงมีเงินบางส่วนไหลกลับเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารจากนักลงทุนที่รอจังหวะหุ้นย่อตัว"


 

 

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไม่มากเนื่องจากมีแรงซัพพอร์ตจากผลประกอบการที่แท้จริง โดยดัชนีที่ปรับเพิ่มขึ้นมา 300 กว่าจุด เกิดจากการเติบโตของกำไร บจ. ที่พุ่งสูงถึง 26% ส่งผลให้ Forward PE ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า (Trailing PE อยู่ที่ประมาณ 12 เท่า) สะท้อนว่าราคาหุ้นมีฐานกำไรค้ำพยุงไว้อย่างแข็งแกร่งและไม่ได้ปรับตัวขึ้นจากเพียงกระแส Sentiment

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยได้รับการมองว่ามีความโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคอาเซียนสำหรับช่วง 12 เดือนข้างหน้า เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและเวียดนามที่ Story การพัฒนายังไม่ชัดเจนเท่า 

แม้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะมีเงินทุนไหลออกไปราว 500,000 ล้านบาท และที่เคยคาดว่าปีนี้จะไหลเข้าประมาณ 100,000 ล้านบาท  แต่ช่วง1-2สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นฟันด์โฟลว์ไหลออก เดือนตุลาคมเริ่มมีแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติหลายหมื่นล้านบาท ยอดซื้อสุทธิสะสมจึงลดลงเหลือประมาณ 20,000 – 25,000 ล้านบาท

แต่พบว่า ตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ยอดซื้อขายสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นบวก ในขณะที่ตลาดอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ต่างโดนต่างชาติขายสุทธิติดลบทั้งหมด

และในเดือนก.ย.หากไม่นับรวมญี่ปุ่น ตลาดหุ้นไทยถือเป็น อันดับ 3 ของเอเชีย และเป็น อันดับ 1 ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาของอาเซียน แซงหน้ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งผลตอบแทนติดลบทั้งหมด มีเพียงสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดพัฒนาแล้วที่ทำผลงานตามมาติดๆ

ผลโรดโชว์สหรัฐฯ กระแสตอบรับคับคั่ง กองทุนยักษ์คุมเงิน 40 ล้านล้านดอลลาร์ สนใจ New Growth Engine

ส่วนผลการเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไปจัดกิจกรรม Roadshow ณ สหรัฐอเมริกา นายไพบูลย์ ถือว่า "ประสบความสำเร็จอย่างสูง" โดยเฉพาะการจัดประชุมที่นครนิวยอร์กที่มีกองทุนสถาบันเข้าร่วมเกือบ 40 กองทุน และเมื่อรวมการจัดประชุมรอบพิเศษมีกองทุนเข้าร่วมมากกว่า 20–40 กองทุน โดยเม็ดเงินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ของกองทุนเหล่านี้รวมกันสูงกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสเกลที่ใหญ่กว่ามูลค่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งอยู่ที่ราว 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กว่า 60 เท่า

นักลงทุนสถาบันชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ทำการบ้านมาอย่างดีและให้ความสนใจเป็นพิเศษกับแผนการสร้าง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engine) ของประเทศไทย เช่น โครงการ Data Center และนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อเป้าหมายการผลักดัน GDP ไทยให้กลับมาเติบโตระดับ 3–4% ต่อปี ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันขึ้นสู่ Top 20 และนำพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายใน 12 ปี ซึ่งหากประเทศไทยสามารถผลักดันโครงการเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกองทุนกลุ่มนี้พร้อมที่จะทยอยไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง

ลุ้นตลาดหุ้นไทยโค้งท้ายปี ปรับตัวเข้าสู่ขาขึ้น

ดังนั้น แนวโน้มทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ปีนี้  นายไพบูลย์ คาดว่า จะกลับเข้าสู่ ทิศทางขาขึ้น หลังจากการปรับฐาน มองกรอบเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ 1,650 – 1,700 จุด

โดยได้รับปัจจัยหนุนจากภายนอก เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) และราคาน้ำมันที่เริ่มทรงตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ,ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกและในสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตแกร่งกว่า 30% และแนวโน้มที่เฟด จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในรอบเดือนตุลาคม ไปขึ้น1 ครั้งในเดือนธันวาคม ตลาดรับข่าวแล้ว  

รวมถึงปัจจัยสนับสนุนในประเทศมีความผ่อนคลายทั้งจากสถานการณ์น้ำท่วมที่คาดไม่ได้รุนแรงและอยู่ในวิสัยที่จัดการได้,การเมืองที่นิ่งขึ้น และคาดการณ์กำไร บจ. ในไตรมาส 3 ที่จะโตกว่า 20% ส่งผลให้กำไร บจ. ทั้งปี 2569 มีโอกาสเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 15–20% ซึ่งจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้เม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) หันกลับเข้ามาซื้อสะสมหุ้นไทยอีกครั้งในระยะถัดไป 

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า  การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทางการเงินระดับสากลที่มีผู้แทนระดับรัฐมนตรีคลังและผู้บริหารธนาคารต่างประเทศเข้าร่วม ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ Investment Engine และ Thailand Story เพื่อสร้างการรับรู้แก่นักลงทุนต่างชาติ. ควบคู่ไปกับการแสดงเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นการปฏิรูปทางอ้อมในการยกระดับมาตรฐาน กฎกติกา และธรรมาภิบาล (Governance)

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เร่งยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดทุน (Capital Market Integrity) และการป้องกันเงินเทา ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการดึงดูดทั้งการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และเงินลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น ตัวเลข FDI ที่เกิดขึ้นจริง และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน