วิกฤติสถานการณ์น้ำล่าสุดใกล้เต็มพิกัด! กฟผ. "เขื่อนวชิราลงกรณ" ปริมาณน้ำกักเก็บพุ่ง 98.61% เหลือพื้นที่รองรับน้ำอีก 1.39% เฝ้าระวังพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำแควน้อย
เจาะลึกสถานการณ์น้ำล่าสุด กฟผ. เขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี เผยตัวเลข ปริมาณน้ำกักเก็บ สูงถึง 98.61% เหลือพื้นที่รองรับน้ำอีกเพียง 1.39% ท่ามกลางกระแสความกังวลของประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมเปิดแผนบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำร่วมกับ สทนช. เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนในพื้นที่ริมแม่น้ำแควน้อย
บิ๊ก สทนช. และ กฟผ. ลงพื้นที่ด่วน ตรวจความมั่นคงสันเขื่อน สยบทุกความกังวล
วันนี้ 1 ตุลาคม 2569 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วย นายชวลิต กันคำ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (ชฟม.) และ นายสกล อักษรธนาวัฒน์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจวัดระดับน้ำและสำรวจสภาพความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน ณ บริเวณสันเขื่อนวชิราลงกรณ
การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงมั่นคงของตัวเขื่อนอย่างละเอียด พร้อมทั้งประเมินปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำให้สอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ เพื่อให้สามารถรองรับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ต่อมา นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภาวะฉุกเฉินกรณีน้ำหลาก และรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำเขื่อนวชิราลงกรณ โดยมี นายชวลิต กันคำ (ชฟม.) และ นายสกล อักษรธนาวัฒน์ (อขว.) เป็นผู้รายงานสถานการณ์ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมรับฟังรายงาน ณ อาคารโรงไฟฟ้า ชั้น 5 เขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการรับมือฤดูน้ำหลากอย่างใกล้ชิด
เจาะลึกตัวเลขวิกฤติ เขื่อนวชิราลงกรณ รองรับน้ำอีก 1.39% เท่านั้น
สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่กลับมาเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี ได้รายงานสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 00.00 น.) ระบุว่า
ตัวเขื่อนมีปริมาณน้ำกักเก็บสะสมสูงถึง 8,736.82 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 98.61% ของความจุเขื่อนทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เหลือพื้นที่สามารถรองรับน้ำได้อีกเพียง 123.18 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 1.39% เท่านั้น ท่ามกลางปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องถึง 99.20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
เบื้องหลังการระบายน้ำและการตัดสินใจเชิงบูรณาการจาก สทนช.
แม้ตัวเลขปริมาณน้ำจะอยู่ในเกณฑ์สูงเกือบเต็มความจุ แต่ทาง กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการบริหารจัดการน้ำภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ
ปริมาณการระบายน้ำ: ควบคุมไว้ที่ 40.44 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน (หรือประมาณ 40 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 468 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที)
สถานะอาคารระบายน้ำล้น (Spillway): ยืนยันว่า ไม่มีการระบายน้ำผ่านอาคารระบายน้ำล้นแต่อย่างใด ตัวเขื่อนและโครงสร้างหลักทั้งหมดอยู่ในสภาพปกติและปลอดภัย 100%
เช็กพิกัดผลกระทบ แม่น้ำแควน้อยจุดไหนลด จุดไหนทรงตัว?
จากการปรับลดและบริหารจัดการการระบายน้ำตามมติ สทนช. ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญในจังหวัดกาญจนบุรีมีความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนี้
อำเภอทองผาภูมิ: ระดับน้ำในแม่น้ำแควน้อยบริเวณนี้จะใกล้เคียงกับวันก่อนหน้า
อำเภอไทรโยคและอำเภอเมืองกาญจนบุรี: ระดับน้ำในแม่น้ำแควน้อยมีแนวโน้มลดลงจากวันก่อนหน้า ซึ่งช่วยคลายความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจและชุมชนริมน้ำได้ระดับหนึ่ง
แนวทางรับมือและช่องทางเช็กข้อมูลเรียลไทม์จาก กฟผ.
ทาง กฟผ. เขื่อนวชิราลงกรณ ได้ออกประกาศ ขอความร่วมมือด่วน ไปยังประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำแควน้อยและพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้ติดตามประกาศสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานราชการและช่องทางอย่างเป็นทางการของ กฟผ. อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ช่องทางติดต่อและติดตามข้อมูลเพิ่มเติม
- โทรศัพท์: กฟผ. เขื่อนวชิราลงกรณ โทร. 0 3459 8031 หรือ 0 3459 9077 ต่อ 3110, 3111
- แอปพลิเคชัน: ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ได้ผ่าน Application EGAT One ตลอด 24 ชั่วโมง
อ้างอิง-ภาพ : เขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี





