สทนช. เผยปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำทั่วไทยพุ่ง 72% รับมือมรสุมรอบใหม่ 22-26 ก.ย. ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาจ่อเร่งระบายน้ำเพิ่ม เตือนลุ่มต่ำอยุธยาเฝ้าระวัง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสรุปสถานการณ์น้ำ ภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 21 กันยายน 2569 เผยภาพรวมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมี ปริมาณน้ำรวมร้อยละ 72 ของความจุ พร้อมเปิดเผยคาดการณ์สภาพอากาศช่วงวันที่ 22 - 26 กันยายนนี้ เตือนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล และภาคตะวันออก ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก ขณะที่กรมชลประทานประกาศเตือนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 3 เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา รองรับปริมาณน้ำจากภาคเหนือที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
เปิดสถิติฝนสูงสุดรายภาค - สภาพอากาศวันนี้ 21 ก.ย. 69
จากข้อมูลการติดตามสภาพอากาศ สทนช. ระบุว่า ปริมาณฝนสูงสุดรายภาคในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีรายละเอียดแยกตามจังหวัดดังนี้:
- ภาคเหนือ จ.อุทัยธานี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 148 มิลลิเมตร
- ภาคกลาง จ.ลพบุรี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 108 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 89 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันตก จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 87 มิลลิเมตร
- ภาคใต้ จ.ตรัง วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 83 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ชัยภูมิ วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 81 มิลลิเมตร
สำหรับสภาพอากาศในวันนี้ (21 ก.ย. 69) ประเทศไทยยังมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีพื้นที่ฝนตกหนักมากบริเวณภาคตะวันออก ปัจจัยหลักเกิดจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่เคยปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเริ่มอ่อนกำลังลง ในขณะที่ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านบริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ผสานกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย
คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศ 22 - 26 ก.ย. 69
สทนช. ประเมินว่า ในช่วงวันที่ 22 - 26 กันยายน 2569 ประเทศไทยโดยรวมจะมีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นได้ในบางแห่ง โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง, กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก
สาเหตุสำคัญมาจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนกลาง มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้นเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง และจะเคลื่อนเข้าปกคลุมอ่าวเบงกอลตอนบน ส่งผลให้ร่องมรสุมขยับเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง
เจาะลึกสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ
ภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศไทยในขณะนี้ มีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 58,250 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 72% ของความจุเก็บกัก) โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 34,130 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 60%)
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำมีรายละเอียดดังนี้
- ภาคตะวันตก ปริมาณน้ำ 24,372 ล้าน ลบ.ม. (86%)
- ภาคเหนือ ปริมาณน้ำ 18,548 ล้าน ลบ.ม. (67%)
- ภาคใต้ ปริมาณน้ำ 5,219 ล้าน ลบ.ม. (68%)
- ภาคตะวันออก ปริมาณน้ำ 1,957 ล้าน ลบ.ม. (62%)
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำ 7,199 ล้าน ลบ.ม. (60%)
- ภาคกลาง ปริมาณน้ำ 955 ล้าน ลบ.ม. (51%)
สถานะ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สำหรับปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักที่เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำกักเก็บล่าสุดดังนี้
- เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 8,110 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 60% ของความจุ
- เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 7,453 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 78% ของความจุ
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 553 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 59% ของความจุ
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 557 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 64% ของความจุ
เตือนภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 3 ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา
จากปริมาณฝนที่ตกสะสมในพื้นที่ภาคเหนือ ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ และลำน้ำสาขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงได้ออกประกาศ แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 3 (ลงวันที่ 20 ก.ย. 69) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเหนือ
จากการประเมินคาดว่า จะมีปริมาณน้ำไหลลงมาสมทบบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 1,550 – 1,650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำโดยรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง (ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก) ในอัตรา 400 – 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นมาอยู่ที่ 1,000 – 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เสนา, อ.ผักไห่, อ.บางบาล, อ.พระนครศรีอยุธยา, อ.บางปะอิน และ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำในอัตราระดับนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ในคันกั้นน้ำ
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. วัดปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาปัจจุบันอยู่ที่ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +16.73 เมตร รทก. (ระดับน้ำทะเลปานกลาง)
สทนช. และกรมชลประทาน ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง เฝ้าระวังและติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่อาจเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้





