วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

กทม. ลุย 'Pink Plan' พร่องน้ำคลองรับฝนตกหนัก สู้ภัยน้ำท่วม

กทม. จับมือ JICA ทดลองใช้ "Pink Plan" ลดระดับน้ำในคลองล่วงหน้า เพิ่มพื้นที่แก้มลิงรองรับฝนยุคใหม่ 100 มม./ชม. แก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองยั่งยืน

วันนี้ (21 ก.ย. 69) นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เพื่อจัดทำแผนแม่บทการระบายน้ำในเขตเมือง (Project for Formulating the Urban Drainage Master Plan in Bangkok Metropolitan Area) ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมชีนิมิตร ชั้น 6 สำนักการระบายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมี นายซุนซูเกะ ซาคุโด ผู้บริหารองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

ยกระดับผังเมือง ยอดออกแบบรับ “ฝนยุคใหม่” 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โดยที่ประชุมเน้นย้ำถึงการศึกษาและจัดทำ “ภาพใหญ่” หรือ Urban Drainage Grand Design เพื่อใช้เป็นกรอบหลักในการพัฒนาระบบระบายน้ำของเมืองหลวงในอนาคต โครงการนี้คำนึงถึงข้อจำกัดหลายประการที่กรุงเทพมหานครกำลังประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการระบายน้ำที่จำกัด การกระจุกตัวของการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ปัญหาการบริหารจัดการสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำที่มีจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างรวดเร็ว ตลอดจนปัจจัยความผันผวนของระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

กทม. ลุย 'Pink Plan' พร่องน้ำคลองรับฝนตกหนัก สู้ภัยน้ำท่วม

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดทำแผนแม่บท คือ การเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำเพื่อรองรับ “ฝนยุคใหม่” จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จากข้อมูลการศึกษาพบว่า ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครใช้เกณฑ์ค่าฝนออกแบบอยู่ที่ประมาณ 76 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่จากการประเมินแบบจำลองสภาพภูมิอากาศในช่วงปี ค.ศ. 2046–2065 ปริมาณฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 80–97 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นประมาณ 5.4-27%

ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบในการกำหนดค่าฝนออกแบบเป้าหมายไว้ที่ 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เพื่อใช้เป็นมาตรฐานใหม่ในการวางแผนและออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำ ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตฝนตกหนักสะสมในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปรับแนวคิดเปลี่ยนเมืองเป็นพื้นที่รับน้ำ พร้อมคุมเข้มผังเมืองและ OSR

แนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในยุคนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การขยายขนาดท่อระบายน้ำหรือการเพิ่มกำลังการสูบน้ำที่ปลายทางเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบอย่างบูรณาการ ตั้งแต่การกระจายเส้นทางระบายน้ำ การควบคุมน้ำไหลบ่า การรักษาและเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ ไปจนถึงการใช้ “พื้นที่เมืองช่วยรับน้ำ” (Urban Water Retention)

กทม. ลุย 'Pink Plan' พร่องน้ำคลองรับฝนตกหนัก สู้ภัยน้ำท่วม

ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ขยายแนวคิดการจัดการน้ำฝนจากเดิมที่จำกัดเฉพาะโครงการพัฒนาของภาคเอกชน ไปสู่การใช้องค์ประกอบทางกายภาพของเมืองเข้ามาช่วยซึมและหน่วงน้ำอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ

  • พื้นที่สาธารณะ การปรับปรุงถนน ทางเท้า สวนสาธารณะ โรงเรียน และอาคารสาธารณะ
  • นวัตกรรมเขียว การเพิ่มพื้นที่ surface ซึมน้ำ พื้นที่หน่วงน้ำ สวนรับน้ำ (Rain Garden) ระบบกักเก็บน้ำใต้ดิน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง
  • การวัดผลเชิงปริมาณ กำหนดเป้าหมายการควบคุมน้ำไหลบ่าแบ่งตามรายพื้นที่ระบายน้ำ พร้อมประเมินปริมาตรน้ำที่ลดลงได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของมาตรการด้านผังเมืองและการควบคุมอาคาร มีการทบทวนข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามจริง โดยกำหนดให้พื้นที่ว่างตามเกณฑ์อัตราส่วนพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (Open Space Ratio: OSR) อย่างน้อย 50% ต้องเป็นพื้นที่ที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาปรับเกณฑ์ Biotope Area Factor (BAF) ให้สอดคล้องกับประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละโซน พร้อมทั้งนำฐานข้อมูลสวนสาธารณะและโครงการที่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาใช้วิเคราะห์ศักยภาพการกักเก็บและบริหารจัดการน้ำฝนในภาพรวมของเมือง

ปรับกลยุทธ์เดินระบบสูบน้ำ ทดลองใช้ "Pink Plan" ดึงน้ำในคลองพร่องรอฝน

นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยที่ประชุมได้มีการทบทวนระดับการควบคุมน้ำก่อนเกิดฝนตก ทั้งในแผน Plan A, Plan B และ Plan C รวมถึงการเสนอให้ทดลองใช้แนวทาง “Pink Plan”

แนวทาง Pink Plan คือการพร่องน้ำหรือลดระดับน้ำในคลองให้ต่ำกว่ามาตรฐานของ Plan A ในสถานีสูบน้ำจุดสำคัญเมื่อมีการคาดการณ์หรือพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนักล่วงหน้า เพื่อเพิ่มพื้นที่แก้มลิงในลำคลองสำหรับรองรับปริมาณน้ำฝน แม้การลดระดับน้ำอย่างรวดเร็วอาจส่งผลกระทบชั่วคราวต่อคุณภาพน้ำ ตะกอน และปัญหากลิ่น แต่การศึกษาจะนำปัจจัยเหล่านี้มาร่วมวิเคราะห์เพื่อหาจุดสมดุล โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมขังของประชาชน

ในปัจจุบัน การตัดสินใจเดินเครื่องสูบน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนักยังคงพึ่งพาประสบการณ์และวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ เนื่องจากยังขาดหลักเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นสากล ดังนั้น กทม. จึงเตรียมนำข้อมูลการเดินเครื่อง ประวัติการบำรุงรักษา และเช็กลิสต์ของสถานีสูบน้ำแต่ละแห่งมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อจัดทำเป็น คู่มือการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) ที่มีความชัดเจน ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตรวจเช็กปั๊มน้ำทุก 2 สัปดาห์ และตรวจบำรุงรักษาใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อให้ระบบมีความพร้อมทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กทม. ลุย 'Pink Plan' พร่องน้ำคลองรับฝนตกหนัก สู้ภัยน้ำท่วม

ผสานความร่วมมือไร้รอยต่อ กรมชลประทาน-สทนช.-JICA

การบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการทำงานที่สอดประสานกับหน่วยงานระดับประเทศ อาทิ กรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ผ่านมา กทม. และกรมชลประทานได้มีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องการปิดประตูระบายน้ำและหยุดสูบน้ำในคลองบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาและจัดทำข้อตกลงร่วมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินเครื่องสูบน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบ เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำภายในเขตนครหลวงกับระบบน้ำภายนอกให้เป็นเอกภาพ

ในการนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาจัดตั้ง คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ 4 ด้าน เพื่อดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเทคนิคจาก JICA ได้แก่

  1. การจัดทำ Grand Design (การวางกรอบภาพรวมการระบายน้ำ)
  2. การจัดทำ Facility Plan (การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักร)
  3. การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและควบคุมการพัฒนา (การเชื่อมโยงผังเมือง)
  4. การปรับปรุงการดำเนินงาน (การพัฒนาระบบการบริหารและคู่มือปฏิบัติงาน)

นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางของโครงการว่า “การจัดทำแผนแม่บทครั้งนี้ไม่จบเพียงการทำแบบจำลองหรือจัดทำแผนบนกระดาษ แต่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ผังเมือง พื้นที่กักเก็บและหน่วงน้ำ ระบบคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ ไปจนถึงวิธีการเดินระบบจริง พร้อมกำหนดเป้าหมายและหลักเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริงในแต่ละพื้นที่”

ก้าวต่อไปของโครงการความร่วมมือ 5 ปี ไทย-ญี่ปุ่น

ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 โดยสำนักการระบายน้ำได้เสนอโครงการดังกล่าว ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก JICA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ต่อมาได้มีการหารือขอบเขตงาน ลงพื้นที่สำรวจ และลงนามความร่วมมือ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 5 ปี (แบ่งเป็นช่วงแรก 3 ปี และช่วงที่สอง 2 ปี)

สำหรับขั้นตอนถัดไป กรุงเทพมหานครและ JICA จะร่วมกันพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วม (Flood Model) ในพื้นที่กรุงเทพฯ ศึกษาความจำเป็นในการสำรวจวัดระดับลำคลองเพิ่มเติม ทบทวนค่าสัมประสิทธิ์น้ำท่า (Runoff Coefficient) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน รวมถึงประเมินศักยภาพการทำพื้นที่ "แก้มลิง" และการปรับระดับการเดินเครื่องสูบน้ำในจุดที่ความสามารถในการระบายน้ำยังไม่เพียงพอ ทั้งหมดนี้เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะและคู่มือการบริหารจัดการระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครที่สมบูรณ์แบบและยั่งยืนในอนาคต

กทม. ลุย 'Pink Plan' พร่องน้ำคลองรับฝนตกหนัก สู้ภัยน้ำท่วม