วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

กรมชลฯ แจงดราม่าคลิปนาข้าวโคราชแตกระแหง ยันน้ำพอใช้ถึงแล้งหน้า

กรมชลฯ แจงคลิปนาข้าวห้วยแถลงแตกระแหง อยู่นอกเขตชลประทาน ยันอ่างฯ ลำฉมวกน้ำ 64% 4 อ่างใหญ่โคราชมีสำรอง มั่นใจน้ำพอใช้ถึงแล้งหน้า

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แสดงภาพพื้นที่แปลงนาข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลหลุ่งตะเคียน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา กำลังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงอย่างหนัก ส่งผลกระทบให้ต้นข้าวเริ่มขาดน้ำและพื้นดินแตกระแหง จนสร้างความกังวลใจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ว่าอาจจะได้รับความเสียหายและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมในระยะนี้ นั้น

ล่าสุด กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 8 ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อชี้แจงสถานการณ์น้ำและความช่วยเหลือแก่ประชาชน พร้อมทั้งสรุปภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องประชาชนและเกษตรกรทุกภาคส่วน

แจงคลิปนาข้าวแตกระแหง ห้วยแถลง อยู่นอกเขตชลประทาน

ผลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ตำบลหลุ่งตะเคียน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ในตำบลหลุ่งตะเคียนเป็นที่ตั้งของ "อ่างเก็บน้ำลำฉมวก" ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการชลประทานนครราชสีมา ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำลำฉมวกมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ 14.9 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติและมีน้ำเพียงพอสำหรับสนับสนุนการใช้งานในเขตพื้นที่ชลประทาน

สำหรับแปลงนาข้าวที่ปรากฏตามคลิปสื่อสังคมออนไลน์และกำลังประสบปัญหาขาดน้ำอย่างหนักนั้น จากการตรวจสอบตำแหน่งพิกัดพบว่า เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทาน โดยเกษตรกรในบริเวณดังกล่าวต้องพึ่งพาและอาศัยน้ำฝนเป็นหลักในการทำทำการเกษตร เมื่อเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ จึงส่งผลให้ระดับความชื้นในดินลดลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้พื้นดินแห้งแตกระแหงและกระทบต่อต้นข้าวตามภาพที่ปรากฏ

ไขข้อสงสัย สันดอนทรายฝายยางบ้านนางโท เกิดจากกลไกธรรมชาติ

นอกจากประเด็นในอำเภอห้วยแถลงแล้ว ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลำน้ำมูลไหลผ่าน และมี "ฝายยางบ้านนางโท" อยู่ในความดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลกลาง

ปัจจุบัน บริเวณหน้าฝายยางบ้านนางโทมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ 3.9 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 90 ของความจุ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สูง ส่วนกรณีที่มีผู้พบเห็นสันดอนทรายโผล่ขึ้นบริเวณเหนือฝายและท้ายฝายนั้น กรมชลประทานขอชี้แจงว่า เกิดจากการพัดพาตะกอนทรายตามธรรมชาติของลำน้ำมูลในช่วงต้นฤดูฝน ประกอบกับในระยะนี้พื้นที่จังหวัดนครราชสีมาประสบภาวะฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลตามธรรมชาติลดลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จึงทำให้มองเห็นสันดอนทรายเด่นชัดขึ้น ไม่ได้เกิดจากวิกฤตน้ำแห้งขอดแต่อย่างใด

เปิดตัวเลขน้ำ 4 อ่างฯ ใหญ่โคราช ณ วันที่ 15 กันยายน 2569

สำหรับภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทั้ง 4 แห่ง ของจังหวัดนครราชสีมา ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันอยู่ที่ 293 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุรวมทั้งหมด โดยมีรายละเอียดแยกตามรายอ่างเก็บน้ำ ดังนี้

  • อ่างเก็บน้ำลำตะคอง มีปริมาณน้ำ 111 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 35 ของความจุ)
  • อ่างเก็บน้ำลำแชะ มีปริมาณน้ำ 96 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 35 ของความจุ)
  • อ่างเก็บน้ำมูลบน มีปริมาณน้ำ 46 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุ)
  • อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง มีปริมาณน้ำ 39 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุ)

ประเมินน้ำต้นทุนเพียงพอ ผ่านพ้นฤดูแล้งปี 2569/2570

กรมชลประทาน ได้ประเมินสถานการณ์น้ำจากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ร่วมกับคาดการณ์สภาวะอากาศในช่วงกลางเดือนกันยายนไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูน้ำหลากของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีโอกาสสูงที่จะมีฝนตกหนักรวมถึงมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพิ่มเติม

จากข้อมูลข้างต้น กรมชลประทานยืนยันและประเมินว่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนตลอดช่วงฤดูแล้งปี 2569/2570 อย่างแน่นอน

สพ.8 สั่งบริหารจัดการน้ำประณีต กักเก็บสำรองรับมือฤดูแล้ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการประเมินว่าน้ำต้นทุนเพียงพอ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 8 ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ สภาพฝน และความชื้นในดินอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งได้กำชับให้หน่วยงานชลประทานในพื้นที่นครราชสีมา ดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่าง "ประณีตและรอบคอบ"

การบริหารจัดการน้ำในขณะนี้จะเน้นการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกจริงและสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเร่งเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติทุกแห่ง ในช่วงที่ยังมีโอกาสรับน้ำเพิ่มเติมจากฝนตกปลายฤดู ทั้งนี้ เพื่อให้เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนแล้ว จังหวัดนครราชสีมาจะมีปริมาณน้ำต้นทุนสำรองไว้มากที่สุด สำหรับรองรับการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ และกิจกรรมการใช้ำที่จำเป็นในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกคน