วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

Thai Traceability ยกระดับยางไทย สู่ห่วงโซ่อุปทานโปร่งใสและแข่งขันได้ในตลาดโลก

กยท. เดินหน้าพัฒนามาตรฐาน “Thai Traceability” วางระบบตรวจสอบย้อนกลับยางพาราตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่สวนยางถึงผู้ซื้อ ชูจุดแข็งด้านความยั่งยืน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR และการเพิ่มโอกาสขายยางในราคาพรีเมียมแก่เกษตรกรไทย

นายธรรม นิลสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ผลักดันให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันยังสร้างความท้าทายอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตรทั่วโลก หลายประเทศจึงตื่นตัวต่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ไม่ทำลายป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยแนวคิดดังกล่าวยังถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการจัดซื้อสินค้าในตลาดโลกอีกด้วย

กยท. ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการสวนยางที่ดีมาโดยตลอด ล่าสุด ได้พัฒนามาตรฐาน “Thai Traceability” ขึ้นเป็นมาตรฐานกลางของประเทศ เพื่อยกระดับการผลิตยางพาราไทยให้มีระบบข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การรวบรวม การแปรรูป การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย

Thai Traceability ยกระดับยางไทย สู่ห่วงโซ่อุปทานโปร่งใสและแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายธรรม ระบุว่า มาตรฐาน “Thai Traceability” เป็นมาตรฐานที่ กยท. จัดทำขึ้นจากการบูรณาการมาตรฐานของไทยและมาตรฐานสากลที่มีอยู่เดิม เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมยางพาราไทย โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1. การตรวจสอบย้อนกลับและความถูกต้องตามกฎหมาย สามารถระบุแหล่งที่มาของผลผลิตได้ตั้งแต่แปลงปลูก พร้อมข้อมูลพิกัดที่ตั้งสวนยาง (Geolocation) และเอกสารที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ
2. การจัดการสวนยางตามหลักเกษตรที่ดี (GAP) ครอบคลุมการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย การบันทึกข้อมูล และการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ
3. การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิในที่ดิน และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบและประเมินสถานะสินค้า (Due Diligence) ตามแนวทางกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation)
4. การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน โดยประยุกต์ใช้หลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจจากมาตรฐานสากล เช่น Forest Stewardship Council (FSC) และ Sustainable Natural Rubber (SNR) ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

ทั้งนี้ จุดเด่นของมาตรฐาน Thai Traceability คือการออกแบบให้เหมาะสมกับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศ

Thai Traceability ยกระดับยางไทย สู่ห่วงโซ่อุปทานโปร่งใสและแข่งขันได้ในตลาดโลก

“กยท. ได้นำหลักการสำคัญของทั้ง 4 องค์ประกอบมาพัฒนาเป็นมาตรฐาน Thai Traceability ซึ่งเป็นมาตรฐานของไทย และจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในอนาคต เพราะช่วยให้ประเทศไทยมีระบบข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การรวบรวม การแปรรูป การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย” นายธรรมกล่าว

นายธรรมกล่าวว่า มาตรฐานดังกล่าวจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อยางพาราไทย โดยเฉพาะการมีฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การกำหนดนโยบาย การวางแผนการผลิต และการบริหารจัดการอุตสาหกรรมยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น มาตรฐาน Thai Traceability จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อรองรับข้อกำหนดของตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางพาราไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งในด้านความยั่งยืน กฎระเบียบ มาตรฐานของคู่ค้า และข้อกำหนดของตลาดระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กยท. ได้กำหนดแผนดำเนินงานมาตรฐาน Thai Traceability โดยในปี 2569 จะเป็นช่วงทดสอบมาตรฐาน และกำหนดให้ กยท. ทั้ง 7 เขตทั่วประเทศจัดตั้งกลุ่มสวนยางมาตรฐาน Thai Traceability เขตละ 1 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 30 ราย ครอบคลุมพื้นที่สวนยางกลุ่มละประมาณ 300–4,000 ไร่

จากนั้น ในปี 2570 กยท. จะขยายผลและพัฒนามาตรฐาน Thai Traceability ให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 33 กลุ่ม และในปี 2571 จะยกระดับสู่มาตรฐานระดับชาติ เพื่อเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล เช่น EUDR, FSC และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมขยายจำนวนสวนยางที่เข้าร่วมมาตรฐานเพิ่มเติม หาก EUDR มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบัน มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อมจำหน่ายยางตามกฎระเบียบ EUDR แล้ว 627 แห่ง มีแปลงยางที่ผ่านการตรวจรับรองและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ประมาณ 67,000 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ราว 600,000–700,000 ไร่ และมียางที่สอดคล้องตามข้อกำหนด EUDR พร้อมจำหน่ายประมาณ 160,000 ตัน เมื่อกฎระเบียบมีผลบังคับใช้

ที่ผ่านมา กยท. ได้เตรียมความพร้อมผ่านการจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 1.4 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางกว่า 15.5 ล้านไร่ ควบคู่กับการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ RAOT GIS อย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมข้อมูลพิกัดแปลงสวนยางทั่วประเทศ รวมถึงข้อมูลอายุยาง พันธุ์ยาง และผลผลิต ซึ่งสามารถนำไปใช้ตรวจสอบแหล่งที่มาของยางได้

นอกจากนี้ กยท. ยังนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในแพลตฟอร์มการซื้อขายผ่านตลาดกลางยางพารา Thai Rubber Trade เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตยางพาราได้ในทุกล็อต เชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายไปถึงสวนของเกษตรกร และแสดงแหล่งที่มาของยางได้อย่างโปร่งใส รวมถึงบูรณาการข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มระดับประเทศ เพื่อรองรับการออกเอกสารยืนยันความถูกต้องตามมาตรฐานสากล

ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง กยท. กล่าวว่า Thai Traceability จะส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางของไทย ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ รักษาตลาดส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและตลาดโลก อีกทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับยังช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต และตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

Thai Traceability ยกระดับยางไทย สู่ห่วงโซ่อุปทานโปร่งใสและแข่งขันได้ในตลาดโลก

ปัจจุบัน ยางที่สอดคล้องตามข้อกำหนด EUDR มีราคาสูงกว่ายางทั่วไปประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น เกษตรกรที่พัฒนาสวนยางให้ได้ตามมาตรฐาน Thai Traceability จะมีตลาดรองรับที่ชัดเจน มีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น และมีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยางไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ สวนยางมาตรฐาน Thai Traceability ยังสอดคล้องกับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมยั่งยืน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากมาตรฐานดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการตรวจสอบย้อนกลับและความถูกต้องตามกฎหมาย หรือการจัดการสวนยางตามหลัก GAP เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน โดยประยุกต์ใช้หลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจจากมาตรฐานสากลให้เหมาะสมกับประเทศไทย

มาตรฐานนี้ยังสอดคล้องกับโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในสวนยางเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง กยท. ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน เนื่องจากยางพาราเป็นพืชยืนต้นที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยผลการศึกษาขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ระบุว่า ยางพารา 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 47.4 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ด้วยเหตุนี้ การทำสวนยางตามมาตรฐาน Thai Traceability นอกจากช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายยางได้ในราคาพรีเมียมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตอีกช่องทางหนึ่ง พร้อมมีส่วนช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน