วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

กยท. ผนึก อียู หนุนชาวสวนยางรับ EUDR เตรียมต่อเฟส 2 ปีหน้า

กยท. ผสานความร่วมมือ สหภาพยุโรป ดันโครงการ PSC ติวเข้มชาวสวนยางรายย่อย รับกฎหมาย EUDR ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ EU พร้อมหนุนต่อเฟส 2 ขยายผลสู่พืชอื่น

KEY POINTS

  • กยท. ร่วมมือกับสหภาพยุโรป (EU) สนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยให้พร้อมรับกฎหมาย EUDR เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยุโรป
  • โครงการมุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Platform) และยกระดับองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เตรียมดำเนินโครงการต่อเนื่องในเฟส 2 ช่วงต้นปีหน้า โดยจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรอื่น ๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และไม้ยางพารา

การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สหภาพยุโรป เร่งยกระดับเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยผ่านโครงการ PSC เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับให้สอดรับกฎหมาย EUDR เพิ่มโอกาสส่งออกตลาดยุโรป พร้อมเตรียมลุยต่อเฟส 2 ต้นปีหน้า ขยายผลสู่ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และไม้ยางพารา

กยท. ผนึก อียู หนุนชาวสวนยางรับ EUDR เตรียมต่อเฟส 2 ปีหน้า

นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการยางพาราสำหรับเกษตรกรรายย่อย “Thai Smallholder Rubber Project” (PSC) ครั้งที่ 3 ว่า เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและสหภาพยุโรป หรืออียู  ในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงแนวปฏิบัติด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตยางพาราอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ทั้งนี้ โครงการ PSC มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถของเกษตรกรรายย่อยให้สามารถปรับตัวและเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Platform) และการยกระดับองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตและจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

กยท. ผนึก อียู หนุนชาวสวนยางรับ EUDR เตรียมต่อเฟส 2 ปีหน้า

“การดำเนินงานความร่วมมือโครงการนี้ ทำให้ กยท. ได้เห็นภาพรวม ช่องว่างอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นต่อการดำเนินงานกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ดังนั้น จำเป็นต้องเร่งผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยของไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้โดยเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสในการส่งออกสินค้ายางพาราของไทยเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างมั่นใจต่อไป”

ด้าน Mr. Tom Corrie, Head of Cooperation Section ผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU Commission) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและ กยท. ในเฟสที่ 1 ใกล้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลังดำเนินโครงการมาแล้วกว่า 20 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่กฎระเบียบ EUDR เตรียมเข้าสู่การบังคับใช้ โดยคาดว่าสินค้าเกษตรจากเกษตรกรรายย่อยของไทยที่มีความพร้อมและผ่านข้อกำหนด EUDR จะสามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ 

กยท. ผนึก อียู หนุนชาวสวนยางรับ EUDR เตรียมต่อเฟส 2 ปีหน้า

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้าน EUDR และกฎระเบียบสีเขียวของสหภาพยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการข้อมูลและการสนับสนุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการ นอกเหนือจากการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปแล้ว ด้านทุนและโครงการจากหน่วยงานภาครัฐของไทยยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 

สำหรับก้าวต่อไป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปได้ประกาศสนับสนุนการดำเนินงานต่อเนื่องใน เฟสที่ 2 โดยได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยต่อเนื่องใน เฟสที่ 2 ของโครงการ ซึ่งวางแผนให้เริ่มต้นในช่วงต้นปีหน้า โดยยังคงให้ สถาบันป่าไม้แห่งยุโรป (European Forest Institute หรือ EFI) เป็นผู้ดำเนินโครงการเช่นเดิม ต่อยอดจากความร่วมมือที่มีอยู่กับหน่วยงานไทย โดยจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าเพิ่มเติม เช่น ปาล์มน้ำมัน กาแฟ ไม้ยางพารา เป็นต้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับระบบ National Single Window ด้าน EUDR ของไทย

“EU ยินดีเปิดรับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมผลักดันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าใกล้แนวทางการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น ย้ำว่าทีมงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปทุกคน ตั้งใจเดินหน้าโครงการปัจจุบันให้สำเร็จลุล่วงภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ และหวังว่าบทเรียนจากเฟสแรกจะถูกนำไปต่อยอดกับสินค้าอื่น ๆ ภายใต้ EUDR ในเฟสถัดไป อียู พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรไทยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยที่ยังต้องการความช่วยเหลือสามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งออกไปยังตลาดอียูภายใต้กฎ EUDR ได้ต่อไป”

ความร่วมมือระหว่าง กยท. และ EU ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้าให้ยางพาราไทยผ่านเกณฑ์ EUDR แต่ยังเป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรยั่งยืนให้กับประเทศ การขยายผลสู่เฟส 2 ในพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยปกป้องเกษตรกรรายย่อยให้ยังคงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างมั่นคง