กยท. เร่งยกระดับยางพาราไทยสู่ตลาดพรีเมียม เดินหน้าส่งเสริมสวนยางให้ผ่านมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน FSC และ PEFC ตั้งเป้าครอบคลุม 350,000 ไร่ ภายในปี 2570 เพิ่มความพร้อมในการส่งออกสู่ตลาดยุโรปภายใต้กฎระเบียบ EUDR
นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสวนยางให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล จึงดำเนินโครงการส่งเสริมการทำสวนยางตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) และ PEFC (Programme for the Endorsement of Forest Certification)
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับยางพาราไทยสู่ตลาดพรีเมียม ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและกระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางมีโอกาสจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความพร้อมให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation)
ที่ผ่านมา กยท. ส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางให้พัฒนาสวนยางสู่มาตรฐาน FSC และ PEFC อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วม 14 กลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 80,000 ไร่ โดย กยท. สนับสนุนงบประมาณสำหรับการตรวจประเมินและการรับรองมาตรฐาน เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรได้รับใบรับรองการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน
ใบรับรองแต่ละฉบับมีอายุ 5 ปี และมีค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจรับรองและติดตามสถานะราว 500,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 2.5 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 5 ปี ในรอบการรับรองครั้งแรก กยท. จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่กลุ่มเกษตรกรทั้ง 14 กลุ่มตลอดระยะเวลาดังกล่าว
เมื่อครบกำหนดและเข้าสู่การต่ออายุใบรับรองในรอบที่ 2 และรอบต่อไป กลุ่มเกษตรกรจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาสถานะการรับรองเอง โดยคาดว่าการจำหน่ายผลผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในราคาพรีเมียม ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป จะช่วยเพิ่มรายได้และเป็นแหล่งทุนรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ กยท. ไม่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการขอรับรองมาตรฐานแก่กลุ่มเกษตรกรรายใหม่ได้อย่างทั่วถึง จึงประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐาน FSC
ปัจจุบันมีภาคเอกชน 2 รายแสดงความประสงค์เข้าร่วม ได้แก่ บริษัท Agriac Global และบริษัท CMO Thai ภายใต้เงื่อนไขให้กลุ่มเกษตรกรจำหน่ายผลผลิตยางผ่านระบบตลาดกลางของ กยท. แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระงบประมาณของ กยท. และเปิดโอกาสให้ กยท. มุ่งเน้นบทบาทด้านการส่งเสริมตลาดมากขึ้น
ล่าสุด มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมดำเนินการกับทั้ง 2 บริษัท รวมประมาณ 90,000 ไร่ แบ่งเป็นกลุ่มที่ร่วมกับบริษัท Agriac Global ประมาณ 60,000 ไร่ และบริษัท CMO Thai ประมาณ 30,000 ไร่ ทั้งนี้ กยท. ตั้งเป้าส่งเสริมพื้นที่สวนยางให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน FSC และ PEFC รวม 350,000 ไร่ ภายในปี 2570
นายดิษฐเดชกล่าวว่า เกษตรกรที่พัฒนาสวนยางตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนจะมีโอกาสทางการตลาดเพิ่มขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตยางพารา เนื่องจากตลาดโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ มีความต้องการยางที่ผ่านมาตรฐาน FSC อีกทั้งผลผลิตยังมีโอกาสจำหน่ายได้ในราคาพรีเมียมสูงกว่าราคายางทั่วไป
นอกจากนี้ สวนยางที่ผ่านมาตรฐาน FSC ซึ่งเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ มีแนวทางดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EUDR โดยมาตรฐาน FSC มีข้อกำหนดครอบคลุมหลายด้าน ขณะที่ EUDR เน้นข้อมูลพิกัดแปลงสวนยางและระบบตรวจสอบย้อนกลับ ดังนั้น ผลผลิตจากสวนยางที่ผ่านมาตรฐาน FSC จึงมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการเข้าสู่ตลาดยุโรป
สำหรับการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC มีข้อกำหนดสำคัญ ได้แก่ การปฏิบัติตามกฎหมายและสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง การชำระค่าธรรมเนียมและภาษีอย่างถูกต้อง การมีหลักฐานสิทธิในที่ดินและการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ชัดเจน รวมถึงต้องไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า
ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการสวนยางตามหลักสากล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และแรงงาน ต้องส่งเสริมคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และความปลอดภัยของพนักงานและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงจัดให้มีการจ้างงาน การฝึกอบรม และการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ ต้องวางแผนการใช้ประโยชน์สวนยางอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมดุลของระบบนิเวศ และความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ มีแผนจัดการสวนยางที่ชัดเจน ตรวจสอบและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ลดการใช้สารเคมี ไม่ใช้แรงงานเด็ก ส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าธรรมชาติ รวมถึงลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติให้ได้มากที่สุด





