คลังเร่งรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทั้งระบบ EV ไฮบริด สันดาป กาง 3 เป้าหมายหลัก ดึงลงทุน ยกระดับชิ้นส่วนไทย ดันประเทศสู่ศูนย์กลาง EV
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างภาษีครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
การปรับโครงสร้างภาษีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน สร้างความสมดุลระหว่างผลกระทบจากกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เอื้อประโยชน์ต่อการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป และส่งเสริมการลงทุน การผลิต ตลอดจนการจ้างงานภายในประเทศอย่างยั่งยืน
3 เป้าหมายหลักในการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
กระทรวงการคลังได้กำหนด 3 เป้าหมายสำคัญ เพื่อเป็นกรอบในการพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ยุคใหม่ ได้แก่
1. นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) เปิดโอกาสให้นำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่และรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทดลองตลาดและศึกษาวิจัย เพื่อเตรียมความพร้อมและต่อยอดไปสู่การตั้งฐานการลงทุนผลิตจริงในประเทศไทย
2. ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดศักยภาพจากเดิมที่เป็น "Detroit of Asia" สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการขยายขนาดการผลิตและตลาดส่งออก
3. ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) ผลักดันผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานไทยให้เปลี่ยนผ่านจากการผลิตชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านความร่วมมือและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างชาติ
นางสาวรัชดา กล่าวสรุปว่า มาตรการส่งเสริมในระยะต่อไปจะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสภาวะตลาด เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ทั้งการรักษาฐานการจ้างงาน ยกระดับทักษะแรงงานไทย และเพิ่มทางเลือกด้านเทคโนโลยีที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภค
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ เงื่อนไข เพื่อเตรียมประกาศใช้ในระยะต่อไป





