“สรรพสามิต” เดินหน้าปฎิรูปโครงสร้างภาษีบุหรี่เสนอเก็บอัตราเดียว ลดการบิดเบือนกลไกราคา พร้อมเปิดมาตรการเก็บภาษีบุหรี่ส่งออก ปิดช่องโหว่ลักลอบนำเข้าสินค้าเว้นภาษีกลับมาขายในประเทศ เน้นย้ำนโยบายปราบปราม ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก เพิ่มต้นทุนผู้กระทำผิดและปกป้องผู้ประกอบการที่สุจริต
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิต เร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ โดยเสนอให้มีการเก็บภาษีในอัตราเดียว (Single Rate) ซึ่งเป็นความพยายามเชิงนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ทางการคลัง และลดการบิดเบือนกลไกราคาที่เกิดจากระบบภาษีสองอัตรา ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคและการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ
โดยปัญหาของการกำหนด "ภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา" ที่ 25% สำหรับบุหรี่ไม่เกิน 72 บาท และ 42% สำหรับบุหรี่ราคาเกิน 72 บาท ได้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมากำหนดราคาบุหรี่ไม่ให้เกิน 72 บาทต่อซองเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ถูกกว่า ส่งผลให้บุหรี่ ในท้องตลาดกว่า 95% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มราคานี้ ดังนั้น การปรับโครงสร้างให้เป็นอัตราเดียวจึงเป็นทางออกที่เหมาะสม ในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการในตลาด
ในปัจจุบันโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นกระบวนการประชาพิจารณ์แล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการรับทราบผลศึกษาเชิงวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอกระทรวงการคลังให้พิจารณาอนุมัติต่อไป ซึ่งคาดว่าทิศทางนโยบายจะมีความชัดเจนภายในเดือน ต.ค. 2569 นี้
อุดรอยรั่วภาษี ลักลอบนำเข้าบุหรี่
อีกด้านหนึ่งกรมสรรพสามิตเสนอเก็บภาษีบุหรี่เพื่อการส่งออก จากที่เคยยกเว้นในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเป็นการยกระดับมาตรการคุมเข้มผ่านระบบ “ชำระก่อน-ขอคืนภายหลัง” แก้ปัญหาการลักลอบนำบุหรี่เพื่อการส่งออกย้อนกลับมาจำหน่ายในประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ
สำหรับเหตุผลความจำเป็น นายพรชัย ได้ยกตัวอย่างพื้นที่ “อ.สังขละบุรี” ซึ่งเป็นด่านการค้าสำคัญ แต่มีแนวชายแดนธรรมชาติยาวกว่า 100 กิโลเมตร ทำให้เกิดความเสี่ยง มีผู้ลักลอบนำบุหรี่ที่ได้รับการยกเว้นภาษีส่งออกกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศ
ดังนั้น "กลไกใหม่" ในการควบคุม กรมสรรพสามิตเตรียมเปลี่ยนจากการยกเว้นภาษีต้นทางแบบเดิม เป็นการบังคับชำระภาษีล่วงหน้าในราคาที่รวมภาษีสรรพสามิตไว้ก่อน แล้วจึงให้ผู้ประกอบการนำหลักฐานการส่งออกจริงจากกรมศุลกากรมาดำเนินการขอคืนภาษีในภายหลัง
มาตรการนี้เพิ่ม "ค่าเสียโอกาส" ให้กับกลุ่มผู้ลักลอบ เนื่องจากการบังคับจ่ายก่อนล่วงหน้าจะตัดสภาพคล่องที่กลุ่มมิจฉาชีพมักใช้เป็นต้นทุนในการกว้านซื้อสินค้าเถื่อนเพื่อนำเข้ามาขาย เมื่อรวมกับขั้นตอนการขอคืนภาษีที่จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ในภาพรวมจะทำให้การนำสินค้ากลับมาขายในประเทศมีความเสี่ยงสูงขึ้น และไม่คุ้มค่าในทางธุรกิจ
ด้านขั้นตอนการดำเนินงาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็น 30 วัน จากนั้นจะดำเนินการปรับปรุงข้อกำหนดตามผลการรับฟังอีก 30 วัน และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้จริงภายในสิ้นปีนี้
ประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงลึก มุ่งเป้าพื้นที่เสี่ยง
อย่างไรก็ดี มาตรการเชิงรุกด้านนโยบายนี้จะสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก ใช้ติดตามสินค้าตั้งแต่ชายแดน จุดพักและกระจายสินค้า จนถึงร้านค้า ร่วมกับการปรับเปลี่ยนแนวทางการปราบปรามจากรูปแบบเดิมที่ใช้มาตรการเดียวกันกับทุกกรณี (One-Size-Fits-All) ไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย (Tailored Enforcement)
โดยได้ยกตัวอย่างของการบูรณาการข้อมูล เช่น ผลสำรวจซองบุหรี่เปล่าของภาคเอกชน ที่พบว่าในพื้นที่สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 7 พื้นที่ จ.สมุทรสาคร มีสัดส่วนสินค้าผิดกฎหมายสูงถึงเกือบ 70% ซึ่งข้อมูลนี้ถูกนำมาใช้ในการสืบสวนย้อนกลับ (Reverse Traceability) โดยเริ่มจากการแกะรอยร้านค้า ไปยังศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ เช่น จ.อยุธยา จ.ราชบุรี และสามารถสืบกลับไปได้ถึงต้นตอการลักลอบที่ชายแดน
ด้านผลการดำเนินงานด้านการปราบปรามในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 มีจำนวนคดีรวมทั้งหมด 35,739 คดี ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นประมาณการค่าปรับรวมสูงถึง 6,274.47 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14.98% โดยสินค้าประเภท "ยาสูบ" เป็นกลุ่มที่พบการกระทำผิดมากที่สุด ซึ่งมีสถิติการปราบปรามเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 32.68%
“เป้าหมายของสรรพสามิต ไม่ใช่ทำอย่างไรปีหน้าจะมีจำนวนคดีมากกว่าปีนี้ แต่ทำอย่างไรให้สินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดไม่ได้ ให้คนที่คิดจะใช้ช่องว่างของระบบหลีกเลี่ยงภาษีมีต้นทุนสูงขึ้น ทำได้ยากขึ้น และถูกเราพบได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันคนที่ทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย ต้องดำเนินธุรกิจและส่งออกได้สะดวกขึ้น" นายพรชัย กล่าวในตอนท้าย



