ใครโดนบ้าง? กลุ่มเป้าหมาย โครงการ เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด 2569-2570 "เออร์ลี่ รีไทร์ข้าราชการ" คนอายุ 40 ปีก็ยื่นใบลาออกได้ แบบสมัครใจ ไม่บังคับ ดึงเงินอุดหนุนช่วย
เปิดฉากปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ รัฐบาลเดินหน้าแผนเฉือนเนื้อลดรายจ่ายประจำ หลังงบบุคลากร และสวัสดิการพุ่งทะลักเกิน 70% ล่าสุด "ปกรณ์ นิลประพันธ์" รองนายกรัฐมนตรี สั่งการ สำนักงาน ก.พ. ศึกษาโครงการ เกษียณอายุก่อนกำหนด "เออร์ลี่ รีไทร์ข้าราชการ" (Early Retirement) ภายในปีงบประมาณ 2570
ใครโดนบ้าง? เช็กกลุ่มเป้าหมาย ทลายกรอบเดิมๆ ไฟเขียวคนอายุ 40 ปีก็ยื่นใบลาออกได้ แบบสมัครใจ ไม่บังคับ หวังดึงเม็ดเงินอุดหนุนช่วยคนรุ่นใหม่ไป "รีสกิล" นอกระบบ พร้อมกางสถิติจาก ETDA และกระทรวงดีอี ชี้ชัดองค์กรไทยแห่ใช้ AI ทะลุเป้า ดันสู่รัฐบาลดิจิทัลเต็มตัว งานนี้ใครอยู่ ใครไป ใครได้เงินก้อน? เช็กด่วน
สัญญาณเตือนภัยคนภาครัฐ งบประมาณจมดิ่ง รายจ่ายประจำทับตาย รัฐบาลยอมเฉือนเนื้อลดคน
สืบเนื่องจากวิกฤติงบประมาณรายจ่ายประจำที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญที่รวมกันแล้วพุ่งสูงไปกว่าร้อยละ 70 ของงบประมาณทั้งหมด ส่งผลให้รัฐบาลเหลือหน้าตักในการนำไปลงทุนและช่วยเหลือประชาชนน้อยลงอย่างน่าใจหาย
ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงได้ออกมาเปิดเผยมาตรการเชิงรุก ล็อกเป้าลดจำนวนข้าราชการลงผ่านระบบสมัครใจ (Early Retirement) โดยได้มอบหมายให้ สำนักงาน ก.พ. เป็นเจ้าภาพหลัก เร่งศึกษา และทำแผนให้คลอดออกมาทันใช้ภายในปีงบประมาณ 2570 นี้ ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เพื่อไม่ให้ระบบการคลังของประเทศต้องโคม่าไปมากกว่านี้
"ตอนนี้รายจ่ายประจำที่สูงเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายในการลงทุน และช่วยเหลือประชาชนน้อยลง จึงกลายเป็นปัญหา จึงมีแนวคิดลดจำนวนข้าราชการลงผ่านระบบสมัครใจ ซึ่งจะพยายามทำโดยเร็วที่สุด" นายปกรณ์ ระบุชัดเจน
เจาะลึก 2 ตำแหน่งเสี่ยงสูง โดนเทคโนโลยีเสียบแทนแน่ ยืนยันไม่โกลาหลแต่เอาจริง
การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่แค่การคัดคนออกเฉยๆ แต่เป็นการทำงานควบคู่ไปกับการ "ปรับลดอัตราตำแหน่งในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น" ผ่านการยัดเอาเทคโนโลยี (AI) ที่ทันสมัยเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ ส่งผลให้บางตำแหน่งหมดความจำเป็นไปโดยปริยาย
สำหรับกลุ่มเป้าหมายหรือตำแหน่งที่จะถูกพิจารณาปรับลดเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่
- พนักงานพิมพ์ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทุกคนมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือในการพิมพ์อยู่แล้ว ตำแหน่งนี้จึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
- งานธุรการ / เสมียน เป็นงานเอกสาร และกระบวนการซ้ำๆ ซึ่งสามารถนำระบบดิจิทัล และการบริหารจัดการรูปใหม่เข้ามาแทนที่ได้เกือบ 100%
อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า การลดอัตรากำลังพลในครั้งนี้จะดำเนินการอย่าง "ค่อยเป็นค่อยไป" เนื่องจากความพร้อมด้านเทคโนโลยีของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ยังไม่เท่ากัน หน่วยงานไหนพร้อมก่อนสามารถลุยล้างไพ่ได้ทันที โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลาตายตัวว่าจะต้องเสร็จสิ้นเมื่อใด เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหลในระบบปฏิบัติงาน
พังทลายกฎเหล็กเดิม! อายุ 40 ปีก็เออร์ลี่ได้ รัฐอัดฉีด "สิ่งจูงใจ-รีสกิล" หวังดึงคนรุ่นใหม่เปลี่ยนสายงาน
ไฮไลต์สำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่คนในเครื่องแบบมากที่สุด คือ การรื้อเกณฑ์อายุของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ โดยแต่เดิมนั้น เกณฑ์การเออร์ลี่ รีไทร์จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือมีอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่แนวคิดใหม่ของรัฐบาลปี 2570 กลับมองต่างมุมอย่างสิ้นเชิง
นายปกรณ์ เปิดเผยว่า หากไปปล่อยให้อายุ 50-55 ปีแล้วค่อยเออร์ลี่ การที่พวกเขาจะออกไปพัฒนาทักษะหรือเปลี่ยนสายอาชีพ (Upskill / Reskill) ในโลกภายนอกนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก
แต่ถ้าเป็น ข้าราชการในวัยอายุ 40 ปีขึ้นไป ถือเป็นวัยที่กำลังมีไฟ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รัฐบาลจึงเปิดกว้างไม่ปิดกั้นเรื่องอายุ ใครอยากไปก่อนก็สามารถยื่นความจำนงได้เลย
ที่สำคัญที่สุด "จะไม่มีการบังคับเด็ดขาด" แต่รัฐบาลจะใช้ มาตรการสิ่งจูงใจ (Incentive) เป็นตัวนำ เช่น เงินก้อนชดเชยพิเศษ ควบคู่ไปกับโครงการพัฒนาทักษะเพื่อรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ ทั้งนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาร่วมกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกรมบัญชีกลาง ในการคำนวณงบประมาณที่จะใช้จ่ายในส่วนนี้
โดยแผนการนี้จะเริ่มต้นนำร่องที่ "ข้าราชการพลเรือน" ก่อนเป็นอันดับแรก หากสัมฤทธิผล และเห็นข้อดีชัดเจน จะมีการขยายผลต่อไปยังหน่วยงานส่วนท้องถิ่น, องค์การมหาชน, รวมถึง ทหาร และตำรวจ
นอกจากนี้ยังมีแผนจะปรับเปลี่ยนสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการบรรจุใหม่ ไปใช้ ระบบประกันสุขภาพ ร่วมกับ คปภ. เพื่อควบคุมงบประมาณค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้คงที่ในแต่ละปีอีกด้วย
เปิดผลสำรวจ ETDA เจาะลึกความพร้อม AI ในหน่วยงานไทย แผน 6 ปีขยับแรง!
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาครัฐต้องเร่งเครื่องปฏิรูปองค์กร ถูกตอกย้ำด้วยรายงานสถานการณ์จริงจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ได้แถลงผลการศึกษาความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับบริการดิจิทัล ปี 2567
ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส ETDA เปิดเผยว่า การศึกษานี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อชี้ให้เห็นโอกาส และอุปสรรคในการพัฒนา และประยุกต์ใช้ AI ในกลุ่มสาขาธุรกิจสำคัญ นำไปสู่การส่งเสริมการใช้งานอย่างสร้างสรรค์ และมีธรรมาภิบาล และเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศระยะ 6 ปี (พ.ศ.2565 – 2570)
จากการเก็บข้อมูล (ปี 2567) กลุ่มตัวอย่าง 3,758 หน่วยงาน ในช่วงเวลา 75 วัน (เดือน ก.ค.- ก.ย.2567) ได้ข้อมูลกลับมา 580 หน่วยงาน พบสถิติที่น่าสนใจดังนี้
- 17.8% คือ หน่วยงานที่มีการนำ AI มาใช้งานจริงในองค์กรแล้ว (สูงกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย)
- 73.3% คือ หน่วยงานที่มีแผนชัดเจนที่จะนำ AI มาใช้ในอนาคต
- 8.9% คือ หน่วยงานที่ยังไม่มีแผนการใช้ AI
สถิตินี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าองค์กรในประเทศไทยกำลังหลั่งไหลไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายหลัก 3 อันดับแรกคือ
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือการให้บริการ
- เพื่อใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร
- เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการ
อ่านรายละเอียดผลสำรวจของ ETDA เพิ่มเติมเต็มรูปแบบได้ที่นี่ (คลิก)
สถิติพุ่งกระฉูด ตลาดภาคธุรกิจไทยใช้ AI ทะลุ 66.1% ยืนยันโลกยุคใหม่ไม่รอมนุษย์สายดั้งเดิม
ไม่ใช่แค่หน่วยงานในภาพรวมเท่านั้น แต่ในส่วนของ ภาคธุรกิจไทย จากการสำรวจ Thailand Digital Outlook โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยิ่งเป็นหลักฐานชั้นดีว่าอัตราการนำ AI มาใช้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดทั่วประเทศ โดยสถิติการใช้งานไล่ระดับความแรงมาอย่างต่อเนื่อง:
- พ.ศ.2565 : 40.5%
- พ.ศ.2566 : 44.5%
- พ.ศ.2567 : 56.1% (คำนวณจากอัตราขยายตัวเฉลี่ย)
- พ.ศ.2568 : พุ่งสูงถึง 66.1%
เมื่อเจาะลึกตามขนาดของธุรกิจ ยิ่งพบว่าสัดส่วนการใช้ AI ในการขับเคลื่อนองค์กรนั้นสูงเกินครึ่งในทุกเซกเมนต์
- ธุรกิจขนาด Micro: 57.6%
- ธุรกิจขนาด Small: 63.5%
- ธุรกิจขนาด Medium: 73.8%
- ธุรกิจขนาด Large: 72.9%
ตัวเลข และสถิติทั้งหมดนี้คือ สิ่งยืนยันว่า โลกดิจิทัลไม่เคยรอใคร และระบบราชการไทยหากยังอุ้ยอ้าย ใช้คนพิมพ์งาน เดินส่งเอกสารธุรการแบบเดิมๆ ก็จะกลายเป็นตัวถ่วงงบประมาณของประเทศ มาตรการเออร์ลี่ รีไทร์ข้าราชการปี 2570 จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก... แต่เป็น ทางรอด ที่ข้าราชการไทยยุคนี้ต้องเตรียมรับมือให้ทัน! สิทธิประโยชน์จะคุ้มค่าคุ้มราคาให้ออกจากเซฟโซนหรือไม่ ต้องจับตาดูยอดเงินเคราะห์พิมพ์เขียวสุดท้ายจาก ก.พ. เร็วๆ นี้
อ้างอิง : ทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ , รัฐบาลไทย ,กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทาง


