อสังหาริมทรัพย์

ควินทารา ซิงค์ เย็นอากาศโหนกระแสแอชตัน อโศก

ตามกระแส อีก1เคสหลังจาก แวดวงอสังหาฯ ร้อนฉ่าจากกรณี คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างโครงการ "แอชตัน อโศก" เมื่อ"กรณ์ จาติกวนิช" หัวหน้าพรรคกล้า ยื่นหนังสือถึงผู้ว่า กทม. ร้องโครงการ “ควินทารา ซิงค์ เย็นอากาศ”ให้ระงับการออกใบอนุญาต

จากเพจของ กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanijเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2564 ได้เขียนชี้แจงว่า


วันนี้ผมขอทำหน้าที่ในฐานะ “ประชาชนคนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อน” ครับ

ผมได้ยื่นขอระงับออกใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดหรู เขตยานนาวา แก่ผู้ว่าฯ กทม.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งเราได้คุยกันว่า "คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ต้องมีค่ามากกว่ากำไรของเอกชน"

เนื้อหาในจดหมายขอให้ระงับการออกใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดโครงการ ควินทารา ซิงค์ เย็นอากาศ ของบริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ในซอยประสาทสุข ถนนเย็นอากาศ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ

ผล EIA ของกทม.ที่ให้ความเห็นชอบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อ 'โครงการควินทารา ซิงค์ เย็นอากาศ' ของบริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 เป็นการพิจารณาที่ไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาจราจรที่ประชาชนได้ชี้แจงไปแล้วหลายรอบ ทั้งเป็นซอยแคบ หน้ากว้างถนนไม่ถึง และใกล้โรงเรียนอีกหลายแห่ง

แต่ EIA ของกทม.กลับให้น้ำหนักเอื้อต่อข้อเสนอของบริษัทพัฒนาที่ดิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสภาพการจราจรและความเป็นอยู่ของประชาชน

ข้อเท็จจริงคือ กทม.อนุมัติให้โครงการนี้ผ่าน EIA ทั้งๆ ที่ถนนหน้าโครงการมีความกว้างตํ่ากว่าเกณฑ์กฎหมายอย่างชัดเจน และขัดกับหลักการวินิจฉัยของศาลปกครองในอดีตที่ความกว้างของถนนต้องเป็นความกว้างที่ “ใช้ได้จริง” ตามเกณฑ์ตลอดเส้นทาง

ผมและเพื่อนบ้านของเรา จึงขอให้ผู้ว่าฯ กทม. ใช้อำนาจปฏิเสธการออกใบอนุญาตก่อสร้าง แต่หากยังมีการดึงดันเดินหน้า เราจะดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายต่อไป ทั้งในศาลปกครอง ศาลแพ่งและศาลอาญา

วันนี้ท่านผู้ว่าฯ ได้กรุณารับฟังและรับไปพิจารณาทบทวนข้อเท็จจริง ซึ่งผมได้เน้นว่าการก่อสร้างนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับผู้อยู่อาศัยเดิม แต่จะเป็นทำให้ประชาชนที่จะมาซื้อโครงการในอนาคตอาจจะต้องรับความเสียหายอย่างมาก ตามที่เพิ่งปรากฎเป็นข่าวในกรณีโครงการในย่านอโศก ความเสียหายนี้หลีกเลี่ยงได้ และไม่ควรเป็นความเสียหายซ้ำซาก


"อยากให้ผู้ว่าฯ กทม. ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ มากกว่าการทำกำไรของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทางผู้ว่าฯ กทม. รับปากว่าจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผลการทำงานของสำนักงานเขตยานนาวา และคณะกรรมการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงทบทวนนโยบายการพิจารณาโครงการลักษณะนี้ในทั่วทุกพื้นที่ โดยการยึดหลักความสุขของประชาชนเป็นหลัก ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในการใช้ชีวิตในแต่ละพื้นที่”

วันนี้ต้องขอบคุณประชาชนเกือบ 70 ครัวเรือนที่ได้รวมตัวกันเพื่อรักษาสิทธิและคุณภาพชีวิตในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ และหวังว่าทางผู้ประกอบการจะทบทวนนโยบายเพื่อเปลี่ยนรูปแบบของโครงการในลักษณะที่เป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่

ขณะเดียวกันนั้น ทางเพจของโอภาส ใหญ่ HI - Happy Investor ได้โพสต์ว่า ได้รับข้อมูลอธิบาย จาก ดร.ต่อศักดิ์ เลิศศรีสกุลรัตน์ กรรมการผู้จัดการ ESTAR ชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าว เบื้องต้น ดังนี้

ดร.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า “ทาง ESTAR เราก่อนซื้อที่ดินแปลงนี้ เราก็กังวลเรื่องความกว้างเขตทางอยู่ เราเลยไปตรวจสอบให้แน่ใจ ซึ่งปกติเราก็ต้องเช็คทุกแปลงก่อนซื้ออยู่แล้ว และร้องขอให้ทางเขตมาทำการรังวัดจนได้เอกสารรับรองแล้ว จึงมั่นใจว่าพัฒนาโครงการได้ จึงได้ตกลงซื้อที่ดินแปลงนี้มาเพื่อพัฒนาต่อ

เมื่อซื้อแล้วได้รับทราบถึงข้อห่วงกังวลจากทั้งคุณกรณ์ และชุมชน เรามีการจัดประชุมไป 2 รอบ ไม่รวมการหารือนอกรอบอีกหลายครั้ง เรื่องประเด็นความกว้างเขตทาง เราก็ได้มีการทำการรังวัดใหม่ ตรวจสอบใหม่ทั้งหมดอีกรอบ โดยเพิ่มหน่วยงานที่ตรวจสอบเพื่อความมั่นใจ ก็ได้คำตอบยืนยันตามเดิมว่าทำได้

พร้อมกันนั้นเพื่อลดผลกระทบอื่นๆ เราก็ได้ทำการปรับแบบโครงการ โดยลดจำนวนอาคารพักอาศัย ลดจำนวนห้อง เพิ่มสัดส่วนที่จอดรถ เพื่อลดความห่วงกังวล ว่าจะเป็นสาเหตุปัญหาการจราจรเพิ่ม ในขอบเขตรูปแบบโครงการที่เรายังพอทำธุรกิจได้

จนมาถึงขั้นตอน EIA ก็พิจารณากันหลายครั้ง ทางคุณกรณ์และคนในชุมชนบางส่วนก็เข้ามามีส่วนร่วม ได้เข้าพบคณะผู้ชำนาญการด้วยตนเอง ทางกรรมการหรือชุมชนมีข้อห่วงกังวลอะไร เราก็ดำเนินการและปรับทั้งหมดที่ทำได้ อะไรที่ไม่ชัดเจนทางกฏหมายเราพร้อมทำการตรวจสอบใหม่ทั้งหมด พร้อมขอจดหมายยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเราไม่อยากให้เกิดปัญหากับชุมชน

เราเข้าใจเขา เข้าใจชุมชน เราอยากทำธุรกิจกันยาวๆ เราอยากพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ก็ยอมรับครับว่าการพัฒนาก็เหมือนศัลยกรรม มันต้องมีผลกระทบบ้างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เรามองลึกลงไปว่าปัญหาหลักจริงๆ คือ การจราจร ที่ชุมชนเป็นห่วง เพราะทำเลนี้เป็นทำเลที่ดีมาก อยู่ใจกลางเมือง และเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดี เราจึงพยายามระดมสมองทั้ง จากภายในบริษัทและผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อหาทางแก้ไขให้ตรงจุด และเสนอมาตรการต่างๆที่เราพอทำได้ ภายใต้การร่วมมือของชุมชน เช่น

1. เราเสนอ ตัดแบ่งที่ดินบางส่วนด้านหน้าโครงการให้เกิดการสัญจรสวนกันบริเวณหัวโค้งได้สะดวกขึ้น และทำเป็นสวน ให้ทัศนียภาพในซอยตรงนั้นดูสวยงาม ร่มรื่น

2. เราเสนอว่าเราจะปรับปรุงสภาพถนน มีการตีเส้นจราจรเพื่อความปลอดภัย ตีเส้นห้ามจอด หรืออะไรก็แล้วแต่เพื่อให้การไหลของจราจรในซอยสะดวกขึ้น โดยเราจะทำภายใต้ความร่วมมือและการยอมรับของชุมชน เพราะเราทำโดยพละการไม่ได้

หรือแม้แต่เสนอทำแอพพลิเคชั่นช่วยเรื่องการรับส่งนักเรียน ซึ่งน่าจะเป็นปัญหาหลักของซอยนั้น ไปถึงการหารือกับสถานีตำรวจว่าเราจะช่วยอะไรเรื่องการจราจรได้บ้าง ฯลฯ

จนแม้กระทั่ง โครงการผ่านการพิจารณาแล้ว เราก็ยังไม่ได้สร้างทันที เพราะอยากจะให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจมากที่สุด ค่อยๆสร้างความเข้าใจกับชุมชน และพร้อมจะดำเนินการในสิ่งที่ทำให้สภาพแวดล้อมโดยรวมดีขึ้น หรือปัญหาที่เคยมีบรรเทาลงไป พร้อมกับการพัฒนาเมืองและชุมชน ที่คงจะต้องเกิดขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งผมและทีมงานทุกคน เชื่อมั่นว่าทางเราและชุมชน น่าจะมีทางออกที่ดีร่วมกันได้ครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางผู้บริหารและทีมทำงานของ ESTAR กำลังเร่งจัดเตรียมรายละเอียด เพื่อชี้แจงต่อทุกภาคส่วนต่อไปโดยเร็วที่สุด โดยยึดถือหลักการว่า ทางโครงการจะพยายามทำทุกอย่าง อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่ายต่อไป