Financial Sector (16 มิ.ย.64)

Financial Sector (16 มิ.ย.64)
16 มิถุนายน 2564 | โดย บล.เคจีไอฯ
107

การแทรกแซงจากภาครัฐสร้างความกังวลต่อกลุ่ม

Event

ภาครัฐมีแนวคิดบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน และอาจจะออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

lmpact

ความกลัวว่าจะมีการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมฉุดราคาหุ้นลง

ความกลัวว่าจะมีการบีบผู้ประกอบการต้องลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อผู้บริโภคลงอีก เป็นปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นสถาบันการเงินให้ลดลง ทั้งนี้แนวคิดของรัฐบาลในความพยายามจะช่วยบรรเทาผลกระทบทางการเงินของลูกหนี้ และจัดการกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของระบบ ซึ่งมีสินเชื่อผู้บริโภคประเภทต่าง ๆ (figure 2) ทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำกฎเกณฑ์เรื่องการลดดอกเบี้ยมาใช้กับทั้งธนาคาร และ non-bank ทั้งนี้จากมาตรการที่ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ออกมาช่วงกลางปี 2563 ทางการได้กดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผู้บริโภคให้ต่ำลง 2-4% อย่างเช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนเหลือ 24% (จากเดิม 28%), สินเชื่อบัตรเครดิตเหลือ 16% (จากเดิม 18%), สินเชื่อส่วนบุคคลเหลือ 25% (จาก 28%), สินเชื่อ Nano เหลือ 33% (จากเดิม 36%) (figure 4)

ธนาคารจะไม่ถูกกระทบ แต่ผลกระทบกับกลุ่ม non-bank จะแตกต่างกันไป

เราคิดว่ามาตรการช่วยเหลือรอบใหม่ หรือ กฎเกณฑ์ใหม่ที่จะออกมาจะมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อผู้บริโภคบางประเภท และผลกระทบที่เกิดกับธนาคาร และ non-bank จะเกิดเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น โดยในส่วนของสินเชื่อผู้บริโภคส่วนบัตรเครดิตมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด และเราคาดว่าไม่น่าจะมีการลดดอกเบี้ยสินเชื่อกลุ่มนี้ลงอีก อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล/สินเชื่อจำนำทะเบียนยังสูงอยู่ที่ 25%/24% ตามลำดับ เช่นเดียวกับสินเชื่อ Nano ที่ยังสูงถึง 33% จะมีความเสี่ยงที่จะมีแรงกดดันเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า

MTC, SAWAD และ KTC จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก

จากการลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนในกลางปี 2563 ลงเหลือ 24% และมี GBS เข้ามาแข่งในตลาด ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง MTC และ SAWAD ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ลงเหลือ 15% และรถยนต์เหลือ 18% ซึ่งต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยเงินกู้อย่างมากประมาณ7-
10% แม้เพดานดอกเบี้ยจะถูกปรับลงอีกเราเชื่อว่า MTC SAWAD จะไม่ได้มีการปรับดอกเบี้ยลงอีกเนื่องจากสินเชื่อจำนำทะเบียนคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของสินเชื่อทั้งหมดของ MTC และ 40% ของสินเชื่อทั้งหมดของ SAWAD เราจึงมองว่าสองบริษัทนี้ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตาม โดยผลกระทบต่อ MTC และ SAWAD จะขึ้นกับการลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ Nano finance (ปัจจุบัน MTC/SAWAD คิดที่ 25%/28%) โดยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ Nano ที่ลดลงทุก ๆ 1% จะส่งผลกระทบกับกำไรของ MTC/SAWAD 3% ส่วนในกรณีของ KTC ซึ่งสินเชื่อหลักของบริษัทเป็นบัตรเครดิต (66% ของสินเชื่อรวม) เรามองว่าความเสี่ยงจะอยู่ที่สินเชื่อส่วนบุคคล (ประมาณ 34% ของสินเชื่อรวม) โดยการลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลลงทุก ๆ 1% (โดยไม่มีการปรับเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิต) จะกระทบกับกำไรของ KTC 3.5%

ราคาหุ้นที่ลดลงมาเป็นโอกาสให้เข้าซื้อ

เราคาดว่าถ้าหน่วยงานกำกับดูแลมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะหยุดปล่อยกู้เมื่อซึ่งทำให้ลูกค้าระดับล่างไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ทั้งนี้ yield สินเชื่อในปัจจุบันของ non-bank แต่ละแห่งอยู่ประมาณ 20-24% ส่วนต้นทุนการดำเนินงานอยู่ที่ 13-16% (ต้นทุนทางการเงิน 3-5%, credit cost อยู่ที่ 1-4%, คชจ.การดำเนินงาน/สินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 8-12%) ดังนั้นมาร์จิ้นของ KTC จึงอยู่ที่ประมาณ 8%, ของ SAWAD และ MTC เท่ากันอยู่ที่ 6.5% ส่วนของ AEONTS และ TIDLOR <4% ทั้งนี้ เราคิดว่าอัตรากำไรสุทธิ (net margin) ที่ <5% จะไม่จูงใจให้สถาบันการเงินเหล่านี้ปล่อยกู้ ทั้งนี้เรามองว่าการเปิดเศรษฐกิจรอบใหม่จะตัวเป็นเร่งการโตสินเชื่อ ซึ่งนอนแบงก์ถือเป็นแหล่งเงินกู้หลักของร้านข้างถนนกลุ่มที่อยู่ระดับกลางถึงล่าง เราคาดว่าสินเชื่อของกลุ่มนี้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งใน 3Q64 และราคาหุ้นที่ลดลงมาเป็นโอกาสให้เข้าซื้อ

Risks

ตั้งสำรองเพิ่ม, แผน re-opening ถูกเลื่อนออกไป, การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของทางการ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags: