ชีวิต 'หนี้' ชาวไทย รายได้น้อยผ่อนหนัก สัญญาณ 'เศรษฐกิจไทย' เปราะบาง

ชีวิต 'หนี้' ชาวไทย รายได้น้อยผ่อนหนัก สัญญาณ 'เศรษฐกิจไทย' เปราะบาง
12 เมษายน 2564
11,169

สัญญาณเปราะบางเศรษฐกิจไทย "หนี้ครัวเรือน" ปี 2563 ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 18 ปี ทะลุ 14 ล้านล้านบาท คาดปี 2564 หนี้ครัวเรือนขยับสูงขึ้น 89.0-91.0% ต่อ GDP ทั้งพบพฤติกรรมกลุ่มรายได้น้อยผ่อนหนัก เงินออมแทบไม่เหลือ

สัญญาณอ่อนแอของ "เศรษฐกิจไทย" ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ฐานะทางการเงินของหลายคนตึงตัวมากขึ้น สะท้อนจากการวิเคราะห์ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จากฐานข้อมูลผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติในปี 2562 เทียบกับผลสำรวจในปี 2560 พบว่า ภาพรวมครัวเรือนไทยทั้งประเทศมี "รายได้" เฉลี่ยต่อเดือนลดลงเร็วกว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน แต่ภาระ "หนี้" ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะเดียวกันส่งผลระดับ "การออม" ของครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยมีสถานะที่อ่อนแอลง

ทั้งนี้หากแบ่งลูกหนี้รายย่อยออกเป็นกลุ่มๆ ตามระดับรายได้ต่อเดือน โดยไล่เรียงจากกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท ไปจนถึงกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่า 500,000 บาท โดยข้อมูลที่ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างระดับรายได้ ภาระหนี้ และเงินออม ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้น้อย

161822025761

ซึ่งภาระหนี้ต่อรายได้ หรือ DSR (Debt Service Ratio) โดยเฉลี่ยของลูกหนี้ทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 27% แต่ลูกหนี้ในกลุ่มรายได้น้อยหรือมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน กลับมีภาวะหนี้ต่อรายได้ (DSR) อยู่ในระดับสูง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย DSR ของทั้งประเทศหลายเท่า

ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ในกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 5,001-10,000 บาทต่อเดือน มีภาวะหนี้ต่อรายได้ประมาณ 40% และมีสัดส่วนเงินออมต่อรายได้เพียง 14%

ซึ่งหมายถึง รายได้ทุกๆ 100 บาทที่หามาได้ ต้องนำไปผ่อนชำระหนี้ 40 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วเหลือเก็บเป็นเงินออมเพียง 14 บาท

161822930442

ลูกหนี้ในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน มีภาวะหนี้ต่อรายได้ (DSR) ที่สูงถึง 84% ซึ่งหมายถึงรายได้ทุกๆ 100 บาทที่หามาได้ ต้องผ่อนคืนหนี้สูงถึง 84 บาท ซึ่งทำให้ลูกหนี้ในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะแก้ปัญหารายจ่ายเฉพาะหน้าในแต่ละวันด้วยการก่อหนี้ก้อนใหม่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะตกอยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว

ขณะที่ ลูกหนี้ที่มีรายได้ปานกลาง ช่วงระหว่าง 20,001-50,000 บาทต่อเดือน มีความรุนแรงลดลง เพราะภาระหนี้ต่อรายได้ และเงินออมต่อรายได้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน แต่คงต้องยอมรับว่า ลูกหนี้ในกลุ่มนี้จะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาวินัยทางการเงินให้เคร่งครัดมากขึ้น เพราะสถานะทางการเงินอาจจะเริ่มทยอยตึงตัวมากขึ้น หากทำการก่อหนี้ก้อนใหม่

สำหรับปี 2563 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยและประชาชนคนไทยต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ 2019 ที่ขยายวงกว้างไปในหลายจังหวัด และมีการแพร่ระบาดหลายระลอก ตั้งแต่คลัสเตอร์สนามมวยลุมพินี บ่อนพนันภาคตะวันออก สมุทรสาคร จนล่าสุดคลัสเตอร์ผับ บาร์ และเลานจ์ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้รัฐต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและเฝ้าระวัง และส่งผลต่อภาคประชาชน ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจเป็นโดมิโน 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงระดับ "หนี้ครัวเรือน" ที่ปิดสิ้นปี 2563 หนี้ครัวเรือนของไทยทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 18 ปี ทะลุ 14 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 89.3% เมื่อเทียบกับจีดีพีปี 2563

ซึ่งจากการสำรวจพบว่าภาระหนี้ต่อรายได้ต่อเดือนในช่วงต้นปี 2564 ของผู้กู้รายย่อยที่ประกอบธุรกิจอยู่ที่ 44.1% และผู้กู้รายย่อยที่มีปัญหาด้านรายได้ 43.8% ซึ่งภาระหนี้ของผู้กู้ทั้ง 2 กลุ่มอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย DSR ของผู้ตอบแบบสอบถามในผลสำรวจ ซึ่งอยู่ที่ 42.8% ขณะที่ระดับการออมของครัวเรือนทุกกลุ่มลดต่ำลงจากผลกระทบของโควิด-19 ด้วย

ขณะเดียวกันยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนปี 2563 เพิ่มขึ้นเพียง 3.9% เป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี แสดงให้เห็นว่าทั้งผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ต่างเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในช่วงโควิด-19 

สำหรับแนวโน้มในปี 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีมีโอกาสเติบโตขึ้นสูงกว่าปี 2563 โดยน่าจะขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 89.0-91.0% ต่อจีดีพี เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น
แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง