เจ็บแล้วต้องจำ! แผลเป็นจาก 'จำนำข้าว'

เจ็บแล้วต้องจำ! แผลเป็นจาก 'จำนำข้าว'
8 เมษายน 2564 | โดย สุกัญญา หาญตระกูล | คอลัมน์ ร้อยแปดวิถีทัศน์
210

ถอดบทเรียนนโยบาย "จำนำข้าว" ที่ล่าสุดศาลปกครองกลางได้เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 35,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าจะต้องเป็นคดีความยืดเยื้อต่อไปอีก

จะครบ 10 ปีในปีหน้า ความสูญเสียที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2555 และการสะสางชำระความผิดพลาดทั้งเป็นเม็ดเงินและไม่ใช่เม็ดเงินที่ยังค้างคาอยู่ เนื่องจากนโยบายจำนำข้าวของพรรคการเมืองหนึ่งที่ได้ชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

บทเรียนสำคัญยิ่งคือ จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก และ/หรือสกัดกั้นความสูญเสียที่เมื่อเริ่มเกิดขึ้นแล้วใน “นโยบายสาธารณะ” ของรัฐบาลจะต้องไม่ดำเนินต่อจนลุกลามใหญ่โตได้อย่างไร การมานั่งติดตามหาผู้รับผิดชอบความสูญเสียของสังคมในภายหลังเอากับนักการเมืองและข้าราชการประจำตลอดจนบุคคลอื่นๆ ด้วยวิธีทางศาล ล้วนแต่เป็นการตรวจสอบ “ปลายน้ำ” ทั้งนั้น

อย่างเช่น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ตัดสินไปแล้วหลายคดี พิพากษาจำคุก จ่ายค่าปรับและฟ้องทางแพ่งยึดทรัพย์กันไปแล้วบ้างก็มี โดยทรัพย์ได้คืนมานั้นมีค่าเพียง “แมวดม” เมื่อเทียบกับความสูญเสียทางเม็ดเงินที่เกิดขึ้นกับสังคม เท่าที่ผ่านมา เรามีแนวโน้มจะเชื่อว่าเมื่อมาถึงตรงนี้จะไม่ค่อยมีพลาดแล้ว เพราะเป็นการตรวจสอบจากฝ่ายการเมืองผ่านองค์กรอิสระคือ ป.ป.ช. 

อย่างไรก็ดี ล่าสุดก็คือศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ได้เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 35,000 ล้านบาท จากเหตุขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเหตุให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย

เท่ากับว่าจะต้องเป็นคดีความยืดเยื้อต่อไปอีก เนื่องจากรัฐบาลสามารถอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดได้ คดียังไม่สิ้นสุด แต่ก็จะไม่สำคัญอะไรนักเรื่องทรัพย์ “แมวดม” ที่ยึดไปไม่ถึง 100 ล้านบาทนี้ ที่สำคัญกว่าคือคำตัดสินคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการจำนำข้าว ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อปี 2560 ยังมีผลอยู่ตามนั้น ที่พิพากษาจำคุก นางสาวยิ่งลักษณ์ 5 ปี มติเอกฉันท์ไม่รอลงอาญา แต่ในเมื่อนางสาวยิ่งลักษณ์หลบหนีลอยนวลอยู่นอกราชอาณาจักร โทษจำคุกจึง (ยัง) เอื้อมไปไม่ถึง หากติดตามเอาตัวมาได้จริง ก็เป็นเรื่อง “ปลายน้ำ” อยู่นั่นเอง

“ต้นน้ำ” จริงๆ นั้นอยู่ที่ตั้งแต่การเป็นนโยบายของพรรคการเมืองโน่นแล้ว เราขาดแคลนอย่างหนักการตรวจสอบนโยบายสาธารณะโดยภาคประชาชน ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง เราคุ้นชินและฝากความหวังไว้แค่กับ (การเขียน) รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมาย ตรวจสอบทางการเมืองผ่านการแถลงนโยบายทางรัฐสภา ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งคณะกรรมาธิการสอบ และตั้งกระทู้ถามในสภา ซึ่งนับวันแทนที่จะเป็นการตรวจสอบจริง ก็กลายรูปเป็นเกมหาเสียง หาช่องทางทำการอื่นของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยิ่งขึ้นทุกที

น่าเสียดายพลังภาคประชาชนพอมีอยู่บ้างที่กล้าท้าทายกฎระเบียบการชุมนุม โดยเฉพาะจากหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่คนรุ่นใหญ่บางกลุ่มให้การสนับสนุน น่าจะเริ่มสร้างพลังไปในทางตรวจสอบนโยบายสาธารณะของรัฐบาลด้วย แทนที่จะเน้นการตรวจสอบวิถีเดิมๆ ดังกล่าวอยู่

สังคมไทยต้องเริ่มตรวจสอบนโยบายสาธารณะของพรรคการเมืองและของรัฐบาลอย่างเข้มแข็งเข้มข้น การ์ดไม่ตก ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ทำเพื่อประโยชน์สังคมจริงๆ จะมีผู้คนและสื่อต่างๆ หลากชนิดรวมทั้งโซเชียลมีเดียรับฟัง

ว่ากันตามจริง เรื่องนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดนี้ เราไม่น่าจะต้องมารอผลงานวิจัยจาก สกว.หลังปี 2557 เลย ภายหลังความเสียหายมหาศาลได้เกิดขึ้นแล้ว แค่การคิดนโยบายให้รัฐเป็นผู้รับซื้อจำนำข้าวทุกเมล็ดและเอามาค้าขายเอง โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่การซื้อ การเก็บรักษา จนกระทั่งการขาย หรือว่าไปร่วมมือกับเอกชน มันจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ทุกขั้นตอนตั้งแต่เมล็ดข้าวเปลือกออกจากนามา กว่าจะเป็นข้าวสาร เป็นศาสตร์ เป็นทักษะ เป็นศิลป์ของผู้ค้าข้าวผู้ประกอบการที่ต้องสะสมมานานหลายปี ทุกขั้นตอนมีเงื่อนเวลากำกับอย่างที่จะพลาดไม่ได้ เพราะเมล็ดข้าวเปลือกจะเน่าจะเสีย เพียงแต่ผู้ประกอบการข้าวเปลือกมืออาชีพทั่วไปไม่มีโอกาสพูด ไม่มีใครไปถาม

ดังนั้น แม้กลิ่นข้าวเน่าโชยคละคลุ้งทั่วประเทศแล้วสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ นักวิชาการบางคนเตือนแล้วเตือนอีก บ้างถอนตัวออกจากพรรค แต่ก็แทบไม่มีผลใดเพราะขาดภาคประชาสังคมและสื่อเอาด้วย เราก็จึงยังไม่สามารถสกัดกั้นความสูญเสียไว้ได้...นี่ต่างหากที่น่ากลัว

เราทุกคนต้องตระหนักความผิดพลาดเพิกเฉยอันนี้ของเรากันทั่วหน้า ต่อนี้ไปเราจะป้องกันนโยบายสาธารณะแบบนี้ไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดได้อย่างไร หากว่าความจำของคนไทยที่มัก (ถูกทำให้) ไม่มีหรือถึงมีก็สั้นๆ เพราะไร้การบอกเล่าบันทึกฝากฝังสืบต่อให้คนรุ่นหลัง

งานวิจัยของ สกว.ที่มาบอกว่า นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดดังกล่าวนี้เป็นการแทรกแซงตลาดข้าวไทยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ รัฐบาลใช้เงิน 9.85 แสนล้านบาทซื้อข้าวเปลือก 54.4 ล้านตัน เพื่อจะมาพบว่าข้าวเปลือกร้อยละ 80 ไม่ผ่านมาตรฐานเมื่อตรวจสต็อก การดำเนินการมีทุจริตทุกระดับ มูลค่าการทุจริตโครงการนี้ขาดทุน 6.6 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดต้นทุนและความเสียหายต่อสังคมมากกว่าประโยชน์ต่อชาวนาและผู้บริโภคคิดเป็นมูลค่า 1.23 แสนล้านบาท

อภิโธ่ อภิถัง แค่ข้าวเปลือกในสต็อกไม่ผ่านมาตรฐานมากเกินครึ่ง จะจีทูจี หรือจีทูเจ๊ เป็นเรื่องฝนตกขี้หมูไหล การซื้อที่ทำโดยระบบราชการเป็นหลัก อาศัยเซอร์เวเยอร์ที่รัฐบาลอบรมสองสามวันนั้นย่อมบกพร่อง ในวงการนั้นเขาประมูลตัวกันเลย ผู้มีทักษะดูข้าวเปลือกระดับ “เซียน”

นโยบายผิดพลาดเกิดการทุจริตทุกระดับ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กลัดกระดุมเม็ดแรกอย่างนี้ เป็นไปได้ยากที่ผู้คิดและ/หรือพรรคการเมืองจะไม่รู้ไม่ระแคะระคายมาก่อน

เจ็บแล้วต้องจำ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง